73 / 100

บทความ (2)การแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด ของประเทศสหรัฐอเมริกาล้มเหลวเป็นเพราะสาเหตุใด-มองจากมิติด้านการเมืองการปกครอง (ต่อ)จะกล่าวถึง ความนำ  วัฒนธรรมทางการเมืองของคนอเมริกัน สิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกันตามรัฐธรรมนูญวัฒนธรรมทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกันเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด หรือไม่ สรุป และปิดท้ายด้วยการคุยกับ ดร.ชา

Table of Contents

1.ความนำ

ในบทความที่แล้ว คือบทความ (1)เรื่องเล่า การแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด ของประเทศสหรัฐอเมริกาล้มเหลวเป็นเพราะสาเหตุใด : มองจากมิติด้านการเมืองการปกครอง ผมได้เล่าให้ท่านฟังว่า การที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก และเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการต่าง ๆ รวมทั้งด้านการแพทย์ หากมองจากมิติด้านการเมืองการปกครองแล้วพบว่า รูปแบบการปกครองประเทศแบบรัฐรวม เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด เพราะแต่ละมลรัฐมีอิสระในการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงทำให้รัฐบาลกลางไม่สามารถสั่งการให้ทุกมลรัฐดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันได้

สำหรับบทความนี้ ต้องการจะชี้ให้ท่านผู้อ่านมองเห็นวัฒนธรรมทางการเมือง และสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกันเองก็เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระบาดไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของคนไทย

 

2.วัฒนธรรมทางการเมืองของชาวอเมริกัน

          วัฒนธรรมทางการเมืองของชาวอเมริกันได้มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษได้แก่ ความเชื่อในเสรีภาพ ความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียม และการปกครองตนเอง (Thomas E. Patterson, We the People, 12th Ed.,2017, pp.8-12)

          2.1 เสรีภาพ (Liberty) หมายความว่า แต่ละคนควรจะมีเสรีภาพในการที่จะคิดหรือทำตามความต้องการของตนเอง ไม่ถูกบังคับโดยไม่มีเหตุผล

          2.2 ความเป็นปัจเจกชน (Individualism)หมายความว่า แต่ละคนควรจะเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเอาอย่างใคร สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง

          2.3 ความเท่าเทียมกัน (Equity)หมายความว่า ทุกคนในสังคมควรมีความเท่าเทียมกัน ไม่แยกเพศ ชั้น วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา

          2.4 การปกครองตนเอง (Self-Government) หมายความว่า บุคคลควรจะมีสิทธิมีเสียงในการปกครองตนเอง

            ด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าว ได้เป็นแรงผลักดันให้ชาวอเมริกันประกาศเป็นเอกราช ไม่ยอมเป็นอาณานิคมของอังกฤษอีกต่อไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 และคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ได้นำวัฒนธรรมทางการเมืองของชาวอเมริกันทั้ง 4 ประการไปเป็นหลักการในการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอเมริกัน

3.สิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกันตามรัฐธรรมนูญ

          ดังที่ผมได้เล่าให้ท่านฟังแล้วว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของชาวอเมริกันมีอยู่ 4 ประการ คือ เสรีภาพ ความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียม และการปกครองตนเอง ซึ่งในตัวรัฐธรรมนูญก็ได้นำวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมหลายฉบับ

            เพื่อให้ท่านมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ผมขอยกตัวอย่างประกอบ ดังนี้

          3.1รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1(1791)

          คุ้มครองการมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา การพูด การพิมพ์ การชุมนุมโดยสันติ และการร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล

            ด้วยบทบัญญัตินี้ แสดงให้เห็นว่า       

  • ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีศาสนาประจำชาติ ประชาชนต้องการนับถือศาสนาอะไรย่อมทำได้โดยเสรี
  • ประชาชนชาวอเมริกันมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมได้โดยสันติ

3.2รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 (1791)

คุ้มครองการมีสรีภาพในการมีและพกพาอาวุธ

ด้วยบทบัญญัตินี้ ทำให้คนอเมริกันสามารถมีเสรีภาพในการมีและพกพาอาวุธปืน ดังเราจะได้ยินได้ฟังข่าวคราวเรื่องการใช้อาวุธปืนของคนอเมริกันในการก่อเหตุความรุนแรงอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน

3.3 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 9 (1791)

คุ้มครองสิทธิของประชาชนที่มีอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (Enumeration of certain rights in the Constitution) ก็ตาม

หมายความว่า อะไรก็ตามที่เป็นสิทธิตามวิถีชีวิตของประชาชนหรือขนบธรรมเนียมประเพณี ประชาชนก็ยังคงสามารถมีสิทธิใช้ชีวิตตามวิถีชีวิตนั้นต่อไป แม้สิทธินั้นจะไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

3.4 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 10 (1791)

คุ้มครองอำนาจของประชาชนในส่วนที่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาไม่ได้สงวนไว้ให้เป็นอำนาจของสหรัฐ และไม่ได้ข้อห้ามสำหรับมลรัฐ ให้เป็นอำนาจของมลรัฐหรือประชาชน

ด้วยบทบัญญัตินี้แสดงให้เห็นข้อจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางได้อย่างชัดเจน

3.5 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 14 (1868)

คุ้มครองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่ให้ถูกละเมิดโดยมลรัฐด้วย  หมายความว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนี้ (Bill of Rights) รัฐบาลมลรัฐต่าง ๆ ต้องเคารพไม่ละเมิดเช่นเดียวกับรัฐบาลกลาง

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้ว่า ชาวอเมริกันมีสิทธิเสรีภาพกว้างขวางมากโดยมีรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ ซึ่งสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่ประสบความสำเร็จในการต่อสู้เอาชนะปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด ดังผมจะได้เล่าให้ท่านฟังต่อไป

4.วัฒนธรรมทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกัน เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด หรือไม่ อย่างไร

          วัฒนธรรมทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกัน คือ เสรีภาพ ความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียม และการปกครองตนเอง ล้วนเป็นอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องการให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจอันจำกัด (Limited Government) อำนาจใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่อำนาจของมลรัฐ อำนาจที่เหลือย่อมเป็นของประชาชน ประกอบกับการที่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้เป็นอย่างสูง จึงทำให้ชาวอเมริกันมีพฤติกรรมที่น่าจะเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 พอจะสรุปได้ ดังนี้

4.1 คนอเมริกันเชิดชูเสรีภาพ (Liberty)

คนอเมริกันเชิดชูเสรีภาพ (Liberty) เหนือสิ่งอื่นใด
คนอเมริกันเชิดชูเสรีภาพ (Liberty) เหนือสิ่งอื่นใด

            คนอเมริกันถือว่า รัฐต้องมีอำนาจจำกัดเท่าที่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจเท่านั้น อำนาจที่เหลือนอกจากนั้น เป็นอำนาจของประชนที่จะตัดสินใจเอง รัฐไม่มีสิทธิเข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซง หากสิทธิใดของประชาชนที่เคยมีมาตามวิถีชีวิตหรือขนบธรรมเนียมประเพณี แม้ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ถือเป็นสิทธิของประชาชน ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 9(1791)

          ดังนั้น คนอเมริกันจึงเห็นว่า ถ้ารัฐบาลใช้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของตนที่มีอยู่ตามรัฐธรรมก็พร้อมที่จะโต้แย้งหรือคัดค้านอยู่ทุกเมื่อ และอาจนำไปฟ้องต่อศาลว่า การใช้อำนาจของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ  ผิดกับคนไทยที่พร้อมจะรับคำสั่งหรือคำแนะนำของรัฐในส่วนที่ประชาชนมีส่วนได้เสียเสมอ โดยเฉพาะการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ที่รัฐบาลไทยใช้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เป็นศูนย์บัญชาการและประสานงานให้เป็นเอกภาพ และประชาชนทั่วประเทศก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะทุกคนมีส่วนได้เสียกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

          4.2 คนอเมริกันเชิดชูความเป็นตัวของตัวเอง (individualism)

คนอเมริกันมีความเป็นตัวของตัวเอง (individualism) สูงมาก ชอบตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ชอบเอาอย่างใคร
คนอเมริกันมีความเป็นตัวของตัวเอง (individualism) สูงมาก ชอบตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ชอบเอาอย่างใคร

          คนอเมริกันเชิดชูความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการจะตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องการอยู่ภายใต้การครอบงำของใคร เช่น

การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

                        การใช้สิทธิเลือกตั้ง คนอเมริกันถือว่าเป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ เป็นเรื่องของปัจเจกชน หากใครต้องการใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องไปลงทะเบียนผู้เลือกตั้ง เมื่อถึงวันเลือกตั้งจึงจะสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แต่กรณีประเทศไทยถือว่า การไปเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากไม่ยอมไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิบางอย่าง

การขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ

                        การขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ เช่น ต้องการให้รัฐช่วยเหลือเพราะมีรายได้น้อย คนอเมริกาถือเป็นเรื่องของปัจเจกชน ใครต้องการให้รัฐช่วยเหลือ ต้องไปลงทะเบียนเพื่อพิสูจน์ตนเองว่า มีคุณสมบัติตามที่รัฐกำหนดหรือไม่ หากไม่ไปก็ถือว่า สละสิทธิ  ไม่ใช่ใครมีคุณสมบัติต้องได้รับความช่วยเหลือหมด

                   ดั้งนั้น วิถีชีวิตประจำวันของคนอเมริกันจึงเป็นตัวของตัวเองมาก สามารถตัดสินใจเลือกได้ตามที่ใจปรารถนา โดยไม่จำเป็นต้องเอาอย่างใคร ผิดกับคนไทยที่พร้อมจะเอาอย่างคนอื่นเสมอ เห็นใครทำอะไรก็อยากจะตามกัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิดหรือเรื่องถูก

                   อย่างไรก็ตาม รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำหลักของความเป็นปัจเจกชนของชาวอเมริกันมาประยุกต์ใช้ด้วยการให้ประชาชนไปลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ขอรับสิทธิที่รัฐให้ความช่วยเหลือในหลายโครงการ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 เป็นต้น

        4.3 การสวมหน้ากากอนามัย (mask)

                   ในมุมองของคนอเมริกันเห็นว่า การสวมหน้ากากอนามัย เป็นเรื่องของคนป่วยหรือคนติดเชื้อแล้ว ส่วนคนปกติยังไม่ติดเชื้อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัย เพราะการสวมหน้ากากอนามัยไม่ใช่วิถีชีวิตของคนอเมริกัน คนอเมริกันจึงมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 9

นอกจากนี้ การที่คนอเมริกันเชิดชูเสรีภาพของบุคคลและความเป็นปัจเจกชนสูง จึงถือว่า

ชาวอเมริกันไม่ชอบสวมหน้ากากอนามัย เพราะถือวาเป็นเรื่องของคนป่วยหรือคนติดเชื้อแล้ว ไม่ใช่คนปกติ
ชาวอเมริกันไม่ชอบสวมหน้ากากอนามัย เพราะถือวาเป็นเรื่องของคนป่วยหรือคนติดเชื้อแล้ว ไม่ใช่คนปกติ

การสวมหรือไม่สวมหน้ากากอนามัยเป็นเรื่องของเสรีภาพและปัจเจกชน รัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐตลอดจนท้องถิ่นไม่มีอำนาจบังคับหรือแทรกแซงได้

                  ดังนั้น จึงได้เห็นได้ชัดเจนว่า คนอเมริกันไม่ชอบที่จะป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย จึงทำให้เชื้อโรคโควิด-19 สามารถระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับคนไทยที่พร้อมใจกันสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อโรคโควิด-19 จนประสบปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาดอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

      4.4 การล็อกดาวน์หรือการปิดเมืองบางส่วนทำได้ไม่เต็มที

                        การที่คนอเมริกันเชิดชูสิทธิเสรีภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง ความเท่าเทียม และการปกครองตนเอง ทำให้มลรัฐและท้องถิ่นแต่ละแห่ง ไม่อาจจะใช้อำนาจในการล็อกดาวน์หรือการปิดเมืองบางส่วนได้เต็มที่ เพราะประชาชนจะต่อต้านไม่ยอมรับ  ซึ่งผิดกับกรณีประเทศไทย แม้ประชาชนบางส่วนที่ได้รับผลกระทบทางธุรกิจหรือการประกอบอาชีพการงาน แต่เมื่อรัฐบาลไทยโดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชี้แจงทำความเข้าใจ ทุกภาคส่วนและทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้ว่าตนหรือธุรกิจของตนเองจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

                        การล็อกดาวน์มีเป้าหมายอยู่ที่การป้องกันไม่ให้คนจำนวนมากมาชุมนุมกัน เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคโควิด-19 ระบาดนั่นเอง อย่างที่เรียกว่า การสร้างระยะห่างทางสังคม (social distancing)

5.สรุป

บทความนี้ ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมหรืออุดมการณ์ทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของชาวอเมริกัน น่าจะเป็นอุปสรรคต่อ การต่อสู้เอาชนะโรคโควิด-19 ระบาด เพราะคนอเมริกันเชิดชูเสรีภาพ อำนาจใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้เป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง ถือว่า เป็นอำนาจของมลรัฐ และประชาชน นอกจากนี้คนอเมริกันยังมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบการตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ชอบเอาอย่างใคร

            ด้วยเหตุนี้ คนอเมริกันจึงไม่ชอบสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และไม่ยอมให้รัฐบาลล็อกดาวน์เมืองเป็นเวลานาน ถือว่าขัดต่อเสรีภาพ จึงเป็นผลทำให้โรคโควิด-19 ระบาดอย่างรุนแรงในสหรัฐอเมริกา เพราะชาวอเมริกันไม่ให้ความร่วมมือรัฐบาลในการป้องกันการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 เท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งแตกต่างไปจากคนไทยที่ให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลไทยเป็นอย่างดียิ่ง

            สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติม ท่านผู้อ่านกรุณาติดตามได้ใน “คุยกับดร.ชา” ท้ายบทความนี้

คุยกับดร.ช

          ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้คุยกับ คุณวัชรินทร์ (ชื่อสมมุติ) ลูกศิษย์ของผมเมื่อครั้งได้สอนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยได้พูดคุยเกี่ยวกับรูปแบบการเมืองการปกครองของสหรัฐอเมริกาว่า เป็นอุปสรรคต่อการสู้เอาชนะโรคโควิด-19 หรือไม่ เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการเมืองการปกครองของไทย

            สำหรับบทความนี้ ผมยังเห็นว่า คุณวัชรินทร์เหมาะสมที่จะเป็นคู่สนทนากับผม

            “ เมื่อคราวก่อนเราได้คุยกันว่า รูปแบบการเมืองการปกครองของสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐรวม ทำให้มีรัฐบาลสองระดับ คือ รัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ   คุณวัชรินทร์จำได้ไหมว่า เราได้ข้อสรุปอย่างไร ” ผมตั้งคำถามเพื่อท้าวความก่อนจะเริ่มการสนทนาต่อไป

            “ ผมจำได้ดีครับ อาจารย์  เราได้ข้อสรุปว่า ระบบรัฐรวมอย่างอเมริกา ผู้ว่าการมลรัฐของอเมริกา ทั้ง 50 มลรัฐ ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของประธานาธิบดีอเมริกา เพราะแต่ละมลรัฐเขามีรัฐธรรมนูญเป็นของเขาเอง อำนาจใดที่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาไม่ได้สงวนไว้ว่า เป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง และอำนาจใดที่ไม่ใช่ข้อห้ามของมลรัฐ อำนาจที่เหลือทั้งหมดจะเป็นอำนาจของมลรัฐแต่ละมลรัฐ ” คุณวัชรินทร์ตอบอย่างคล่องแคล่ว สมกับเป็นลูกศิษย์ที่เคยทำคะแนนสอบได้สูงสุดตลอดกาลในวิชาที่ผมสอนตลอดระยะเวลา 9 ปี

            “ ถูกต้อง คุณวัชรินทร์ คราวนี้อยากให้คุณวัชรินทร์ชี้ความแตกต่างกับระบบรัฐเดี่ยวอย่างประเทศไทยพอจะได้ไหม ” ผมชวนคุณอมรินทร์วกเข้ามาเปรียบเทียบกับประเทศไทยเล็กน้อย

            “ ได้อาจารย์ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ดังนั้น รัฐบาลจึงมีอำนาจสั่งการให้ทุกหน่วยงาน ทุกจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ดำเนินการต่อสู้เอาชนะโรคโควิด-19 ระบาด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ จึงทำให้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการต่อสู้เอาชนะโรคโควิด-19 เรียกว่า อยู่ในชั้นแนวหน้าของโลกเลยทีเดียว ” คุณวัชรินทร์ตอบด้วยความภูมิใจในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและคนไทยคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้

            “เยี่ยมเลย คุณวัชรินทร์ ” ผมแสดงความรู้สึกดีใจในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งด้วย

            “ คราวนี้ เรามาคุยกันเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกันว่า จะมีผลต่อการต่อสู้เอาชนะโรคโควิด-19 หรือไม่ เพียงใด ” ผมชวนคุณวัชรินทร์ในประเด็นใหม่

            “ ดีครับอาจารย์ ทีแรกผมนึกว่าอาจารย์จะลืมเสียแล้ว ในความเห็นของผม การต่อสู้เอาชนะโรค           โควิด-19 เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ ถ้าตราบใดที่โลกนี้ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคนี้ได้ ทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้น และทุกคนในประเทศไทยต้องร่วมมือร่วมใจและแสดงบทบาทในการต่อสู้เอาชนะโรคนี้อย่างจริงจัง จะนิ่งดูดาย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้ ” คุณวัชรินทร์แสดงความรู้สึกเหมือนคนมองเห็นปัญหาได้แจ้งทะลุ

            “ ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ” ผมถามสั้น ๆ เพื่อกระตุ้นให้คุณวัชรินทร์ขยายความต่อ

            “ คืออย่างนี้อาจารย์ หากมีใครสักคนในบ้านเมืองนี้ ปล่อยปละละเลย หรือผิดพลาดในการปฏิบัติ จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เหมือนอย่างกรณีทหารอียิปต์ที่เมืองระยอง หรือลูกทูตซูดานที่กรุงเทพ ฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ อย่างที่ทุกคนได้ทราบข่าวทางสื่อทุกช่องทาง แม้รัฐบาลได้ทำเรื่องนี้ดีมาตลอด จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของนานาชาติหรือในระดับสากล แต่พอเกิดปัญหาผิดพลาดดังกล่าว คะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลนี้ได้ตกลงฮวบอย่างน่าใจหาย อย่างน้อยที่สุดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

            โชคดีนะที่ สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างที่คาดคิด ” คุณวัชรินทร์พูดไปพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “ จริงของคุณวัชรินทร์นะ ” ผมกล่าวเสริมความเห็นด้วยความจริงใจ

            “ คุณวัชรินทร์มีอะไรจะกล่าวเพิ่มเติมไหม ” ผมเปิดทางให้คุณวัชรินทร์แสดงความเห็นต่อ

            “ ผมคิดว่า ในการต่อสู้เอาชนะโรคโควิด-19 ประเทศไทยของเรา น่าจะมาถูกทางแล้ว เพราะเมื่อสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น รัฐบาลเขาก็ผ่อนคลายทีละขั้นตอนมาเป็นลำดับ เรียกว่า ผ่อนคลายอย่างไม่ประมาท เพราะถ้าเกิดมีการผิดพลาด และทำให้โรคนี้กลับมาระบาดในไทยอีกครั้ง อาจจะยากที่จะเอาอยู่ เผลอ ๆ รัฐบาลเองก็อาจจะอยู่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

            อย่างข่าวล่าสุด ทราบว่า โรงเรียนต่าง ๆ ก็จะเปิดเล่าเรียนตามปกติแล้ว ไม่ใช่เรียนอาทิตย์เว้นอาทิตย์แล้ว แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ที่ได้คลี่คลายมาเป็นลำดับ ” คุณวัชรินทร์แสดงความเห็นตบท้ายอย่างรู้สึกผ่อนคลาย

            “ สุดยอดเลยนะคุณวัชรินทร์ อาจารย์คิดว่า เป็นความเห็นที่สร้างสรรค์ดีมาก วันนี้คงขอยุติการสนทนากันเท่านี้ โอกาสหน้า เราคงได้พบกันอีก ” ผมกล่าวยุติการสนทนาด้วยความรู้สึกผ่อนคลายเช่นเดียวกัน

            “ หากเห็นว่า บทความนี้ถูกใจท่าน และท่านอยากจะเผยแพร่ไปยังเพื่อน ๆ หรือกลุ่มบุคคลในเครือข่ายของท่าน กรุณากดไลค์ กดแชร์  กดคอมเมนต์ หรือกดติดตาม (subscribe) ด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง”

ดร.ชา

30/07/20

Dr.Char

Mr.Chartri DireksriMr.Chartri Direksriดร.ชาตรี ดิเรกศรี (Dr.Chartri Direksri) เคยรับราชการเป็นนักปกครองในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี เมื่อปีพ.ศ.2517 ผ่านการดำรงตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อปีพ.ศ.2554 นอกจากนี้ยังเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเวลา 9 ปี

RELATED ARTICLES

หมอ พยายาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาคนติดเชื้อโรคโควิด-19

การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีโรคโควิด-19: ความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา(1)

68 / 100 Powered by Rank Math SEO การมองการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณรีโรคโควิด-19 ด้วยประสบการณ์การบริหารเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้หวัดนก ปีพ.ศ.2547  (1) อาจมองได้หลายมิติ ในตอนแรกนี้ จะขอกล่าวถึงมิติด้านความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา 1.ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด อาจมองความรุนแรงของสถานการณ์โรควิด-19 ได้เป็น 2 ระดับโลก และความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย             1.1ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระดับโลก           ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 (Covid-19) หรือโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ถือได้ว่า เป็นโรคระบาดจากคนไปสู่คนและแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากประเทศจีนไปสู่อีกหลายประเทศอย่างรวดเร็วทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อ และยอดผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกวัน จนไม่อาจจะพยากรณ์ได้ว่า จะจบลงเมื่อใดและอย่างไร                    เพราะแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งชองโลกอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่อาจยับยั้งหรือแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในขณะนี้ ตรงกันข้าม…

การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์(15) (New***) 3

การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์(15) (New***)

81 / 100 Powered by Rank Math SEO “การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์ ” นับเป็นบทความลำดับที่ 15 ของหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ ปฏิบัติธรรม เพื่อคลายทุกข์ เนื้อหาประกอบด้วย ความนำ การ ปล่อย วาง  คืออะไร ความทุกข์ใจเข้ามาทางช่องใดบ้าง การเจริญสมาธิและสติเพื่อการ ปล่อย วาง  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนายกฯ 8 ปี  สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 369 1.ความนำ           ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ ปฏิบัติธรรม…

นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด (9) 4

นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด (9)

81 / 100 Powered by Rank Math SEO นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด เป็นบทความลำดับที่ 9 ของหมวด 5 เหตุการณ์ปัจจุบันที่น่าสนใจ  มีหัวข้อดังนี้ คือ ความนำ แนวคิดเบื้องต้นในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯ คือ ใคร และมีความสำคัญอย่างไร  ทำไมต้องมีผู้รักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทนนายกฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ การรักษาราชการแทนนายกฯ คำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนนายกฯ วิเคราะห์แนวโน้มการใช้อำนาจของผู้รักษาราชการแทน นายกฯ สรุป ถาม-ตอบ สนุก กับดร.ชา 369 1.ความนำ           ในขณะนี้ข่าวสารการเมืองของประเทศไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยทั่วประเทศ คงไม่มีข่าวใดน่าสนใจเท่ากับข่าวศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับเรื่องวาระดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีของนายกฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา…

6 COMMENTS

  1. วัฒนธรรมของชาวอเมริกันถูกปลูกฝังมาอย่างนี้ ให้อิสระเสรีกับตนเอง
    ส่วนคนไทยสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ค่ะ
    ถ้าผู้ใหญ่มีจรรยาบรรณก็ดี ถ้าขาดจรรยาบรรณก็ว่าแย่ค่ะ

    ขอยกตัวอย่างญาตินามสกุลเดียวกันค่ะ หลอกหนูไปทำงานเป็นคนรับใช้ โกหกว่าทำงานตำแหน่งเสมียน
    เงินเดือนแล้วแต่เจ้านายจะจ่าย จ่ายให้เดือนละ3,000บาท
    หนีก็ไม่ได้ทวงบุญคุณ คนพาไปฝากงาน นายจ้างก็ทวงบุญคุณที่จ้างงาน จบแล้วไม่มีงานทำ
    หนูตัดสินใจลาออกเมื่อทำงานได้ครบ 1 ปี หลังจากนั้นหนูก็ทำการเกษตรที่บ้านเกิดค่ะ
    หนูเล่าให้ครอบครัวหนูฟัง อาของเรา หลอกครอบครัวพวกเรา เค้าไม่ดีกับเราแต่ไม่มีใครเชื่อ
    เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ค่ะ เชื่อเมื่อสายไปแล้ว

    1. ก็น่าเห็นใจที่เป็นญาติกันแท้ ๆ ยังหลอกกันเอง ต่อไปก่อนจะตัดสินใจอะไร ควรจะหาข้อมูลและตรวจสอบให้ดีก่อน จะได้ไม่ถูกหลอกอีก

  2. อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรคะ โควิด19 ต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ของประธานาธิบดีทรัมป์

    1. ผลของการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาว่าใครจะชนะ มีตัวแปรเกี่ยวข้องหลายตัว ไม่ใช่แค่โรคโควิด-19 เราคงจะเอาปัญหาโรคโควิด-19 ไปสรุปไม่ได้ ต้องหาข้อมูลจากตัวแปรอื่น ๆ อีก

  3. ประเทศไทยสามารถผ่าน และเอาชนะโควิด -19 มาได้ เกิดจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน มีกระบวนการคิดการวางแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประชาชนทุกคนก็ตระหนักและเห็นความสำคัญของมาตรการของรัฐ เราจึงผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้

    1. ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ คุณเพชรลดา พราหมวิเชียร เป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาสละเวลาแสดงความคิดเห็นอันทรงคุณค่ามาในครั้งนี้ ผมเห็นด้วยกับเพชรลดาทุกประการ ประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ
      ในการเอาชนะโรคโดวิด-19 ก็เพราะไม่สามารถสร้างเอกภาพในการบริหารงานได้ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศรัฐรวม มีรัฐบาล 2 ระดับคือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐอีก 50 มลรัฐ
      การบริหารจึงไม่สามารถทำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
      โอกาสหน้า ขอเชิญคุณเพชรลดา แสดงความคิดเห็นมาอีกนะครับ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Share on Social Media
%d bloggers like this: