91 / 100

“มองโกเลีย เคยเป็นจักรวรรดิยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” เป็นบทความลำดับที่ 13 หมวด 14 เรื่องเล่า ประเทศเอเชียตะวันออก จะกล่าวถึง ความนำ ตำแหน่งที่ตั้งของมองโกเลีย ข้อมูลมองโกเลียในปัจจุบันที่ควรทราบ   ประวัติย่อของมองโกเลีย  ยุคจักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่  วิเคราะห์เปรียบเทียบอาณาจักรมองโกล กับจักรวรรดิบริติช สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 369

          บทความที่เกี่ยวข้อง ประวัติ จี ก่อนจีนยุคใหม่

“ จักรวรรดิจักรมองโกล (1206-1368)  เป็นจักรวรรดิที่มีอาณาเขตต่อเนื่องกันใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 24,000,000 ตร.กม. โดยมีพื้นที่ครอบคลุมประเทศมองโกเลียในปัจจุบันซึ่งอยู่ในเอเชียตะวันออก ขยายจากยุโรปตะวันออกจนถึงทะเลญี่ปุ่น ขยายเข้าไป ทางเหนือเข้าไปในไซบีเรียตะวันออก   

   ทางใต้ขยายเข้าไปในอนุทวีปอินเดีย รวมทั้งมีการรุกรานเข้าไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และสามารถพิชิตที่ราบสูงอิหร่าน     

   ส่วนทางตะวันตกขยายเข้าไปถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก (Levant) และเทือกเขาคาพาร์เทียน (Carpathian Mountains) ซึ่งเป็นเทือกเขาในทวีปยุโรปตอนกลางและตะวันออก ” 

      (Wikipedia, Mongol Empire)

 1.ความนำ

        ในปัจจุบัน มองโกเลียอาจจะเป็นประเทศที่มีบทบาทในเวทีโลกไม่มาก เพราะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล แห้งแล้ง แม้มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่มีประชากรน้อย กล่าวคือ มีพื้นที่ 1,564,116 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรเพียง 3.3 ล้านคนเท่านั้น

แม้เรื่องราวของประเทศนี้ในปัจจุบันอาจจะไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่หากนึกย้อนไปในอดีตช่วงศตวรรษที่ 13-14  เรื่องราวประเทศนี้นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิที่ได้ชื่อว่า มีอาณาเขตที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกันกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มีอาณาเขตครอบคลุมสองทวีปคือ ทวีปเอเชียและทวีปยุโรป โดยมีพื้นที่รวมกันประมาณ 24,000,000 ตารางกิโลเมตร

จักรวรรดินี้มีชื่อเรียกว่า จักรวรรดิมองโกล (Mongol Empire) หรือจักรวรรดิมองโกเลีย (Mongolian Empire) หรือจักรวรรดิโลกมองโกล (Mongol World Empire)

ผมเห็นว่า เรื่องราวของจักรวรรดิมองโกล เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงตั้งใจจะนำมาเล่าให้ท่านทราบในบทความนี้

2.ตำแหน่งที่ตั้งของมองโกเลีย

ทุ่งหญ้าในมองโกเลีย (Wikipedia, Mongolia, 23th October 2023)

 ทุ่งหญ้าในมองโกเลีย  (Wikipedia, Mongolia, 23th October 2023)

          ประเทศนี้เป็นประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

            ทิศเหนือ จรดประเทศรัสเซีย

            ทิศใต้ จรดประเทศจีน

            มีพื้นที่ทั้งหมด 1,564,116 ตร.กม. หรือ 603,909 ตร.ไมล์  แต่มีประชากรเพียง 3.3 ล้านคนเท่านั้น จึงทำให้เป็นประเทศที่มีประชากรเบาบางที่สุดในโลก (The world’s most sparsely populated sovereign  state) โดยมีความหนาแน่นของประชากรเพียง 2.07 คนต่อหนึ่งตร.กม.

          นอกจากนี้ ประเทศนี้ยังเป็นประเทศปิดที่ไม่มีทางออกทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก (landlocked country) โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบปกคลุมไปด้วยหญ้า (grassy steppe) มีเทือกเขาทอดไปทางทิศเหนือและตะวันตก และมีทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) อยู่ในทางทิศใต้

            ประชากรราวครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ในเมืองหลวง คือ กรุงอูลานบาตอร์ (Ulaanbaatar)

3.ข้อมูลมองโกเลียในปัจจุบันที่ควรทราบ

แผนที่เปรียบเทียบ-อาณาจักรมองโกลกับประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน (สีแดง) (Wikipedia, Mongolia, 24th October 2023)

แผนที่เปรียบเทียบ-อาณาจักรมองโกเลีย กับประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน(สีแดง) (Wikipedia, Mongolia, 24th October 2023)

            3.1 เชื้อชาติและภาษา

                    คนของประเทศนี้ ร้อยละ 95 เป็นคนเชื้อสายมองโกล ร้อยละ 4 เป็นคนเชื้อสายคาซักสถาน ส่วนภาษาที่ใช้เป็นทางการคือภาษามองโกล

            3.2 ศาสนา

                   คนส่วนใหญ่ร้อยละ 51.7 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 40.6 ไม่นับถือศาสนาใด ร้อยละ 2 นับถือศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ร้อยละ 1.3

            3.3 รูปแบบการปกครอง

                   มองโกเลีย เป็นสาธารณรัฐ และเป็นรัฐเดี่ยว มีรูปแบบการปกครองเป็นระบบกึ่งประธานาธิบดี (Unitary semi-presidential republic)

            3.4 ขนาดจีดีพี

                   ขนาดจีดีพี เมื่อปี 2023 เท่ากับ 16.908 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 136 ของโลก

            3.5 รายได้เฉลี่ยต่อหัว

                   รายได้เฉลี่ยต่อหัวเมื่อปี 2023 เท่ากับ 4,814 ดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 115 ของโลก

          3.6 ดัชนีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

                   ดัชนีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เมื่อปี 2021 เท่ากับ 0.739 สูงเป็นอันดับที่ 96 ของโลก

            3.7 ดัชนีความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้ (Gini index)

                   ดัชนีความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้เมื่อปี 2017 เท่ากับ 32.7 ซึ่งจัดอยู่ในระดับปานกลาง

4.ประวัติย่อของมองโกเลีย

          ประวัติของประเทศนี้ อาจจะสรุปโดยย่อได้ดังนี้

            4.1 ยุคของการเป็นอาณาจักรชนเผ่าร่อนเร่ (Nomadic empires)

                   ยุคนี้เป็นยุคของการปกครองโยชนเผ่าเร่ร่อนต่าง ๆ ยังไม่ได้รวมตัวเป็นอาณาจักรที่ชัดเจน เริ่มต้นจากยุคชนเผ่าซุยงหนู (Xiongu Empire) เมื่อ 209 ปีก่อนคริสตกาล

            4.2 ยุคจักรวรรดิมองโกล (Mongol Empire)

                   เป็นยุคที่เจงกิส ข่าน (Genghis Khan) ได้สร้างจักรวรรดิมองโกลขึ้นมาเมื่อปีค.ศ.1206 ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นจักรวรรดิที่มีผืนแผ่นดินติดต่อกันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (Largest land contiguous land in history)

                   จักรวรรดินี้ได้สิ้นสุดลงเมื่อปีค.ศ.1368 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดราชวงศ์หยวนในการปกครองจีน รวมระยะเวลาดำรวอยู่ของจักรวรรดิ 162 ปี

          4.3 ยุคตกอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์ชิงอย่างสมบูรณ์ (Completion of Qing dynasty conquest)

                   ยุคนี้ ราชวงศ์ชิงของจีนสามารถยึดครองอาณาจักรมองโกลได้ทั้งหมดเมื่อปีค.ศ.1691

          4.4 ยุคประกาศเอกราชจากราชวงศ์ชิง (Declaration of independence from the Qing dynasty)

                   หลังจากได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนยุคราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ได้ปกครองจีนเมื่อปีค.ศ.1691 นับเป็นเวลายาวนานถึง 220 ปีแล้ว มองโกเลียจึงได้ประกาศเป็นประเทศเอกราชเมื่อปีค.ศ.1911

          4.5 ยุคสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย (Mongolian People’s Republic) เมื่อปีค.ศ.1924

                   ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของบ็อกด์ ข่าน (Bogd Khaan) เมื่อปีค.ศ.1924 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองของประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐภายใต้การครอบงำของสหภาพโซเวียตในยุคของสตาลิน

          4.6 ยุคประกาศใช้รัฐธรรมนญฉบับปัจจุบัน (Current constitution) เมื่อปีค.ศ.1992

                   หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เมื่อปีค.ศ.1991 แล้ว ได้มีการปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสันติ(peaceful Democratic Revolution) ในมองโกเลียเมื่อปีค.ศ.1990 มีการนำระบบพรรคการเมืองหลายพรรค(multi-party system)  และเศรษฐกิจแบบใช้การตลาดนำ (market economy) ในขณะเดียวกันได้มีการปฏิรูปพรรคปฏิวัติประชาชนมองโกเลียไปเป็นพรรคประชาชนมองโกเลียประชาธิปไตย เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองของประเทศ

                        เมื่อปีค.ศ.1992 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยระบบกึ่งประธานาธิบดี

5. จักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (1206-1368)

          จักรวรรดิมองโกล ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้น เรื่องราวของจักรวรรดินี้จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยจะนำมาเล่าในส่วนที่เกี่ยวกับการขึ้นสู่อำนาจของเจงกิส ข่าน จักรพรรดิผู้ครองจักรวรรดิมองโกล การขยายดินแดนของจักรวรรดิมองโกล ลักษณะพิเศษของกองทัพมองโกล  ประเทศหรือดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมองโกล ประเทศที่จักรวรรดิมองโกลไม่สามารถรบเอาชนะได้ อาณาจักรสุโขทัยกับจักรวรรดิมองโกล และการสิ้นสุดของจักรวรรดิมองโกล

          เจงกิส ข่าน ได้สร้างจักรรรดิมองโกลขึ้นมาเมื่อปีค.ศ.1206  และได้ทำสงครามขยายอาณาเขตไปทิศทุกทางทั้งในยุโรปและเอเชีย จนมีขนาดพื้นที่เป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลติดต่อกัน มีเนื้อที่ทั้งหมดราว 24,000,000 ตร.กม.

          ยุคของความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิมองโกลถึงขีดสุดคือ ยุคที่จักรวรรดิมองโกลสามารถยึดครองจีนได้ในยุคของกุบไล ข่าน โดยการสถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้นมาเมื่อค.ศ.1271 และจักรวรรดิมองโกลได้สิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสุดราชวงศ์หยวน เมื่อปีค.ศ.1368 รวมระยะเวลาการดำรงอยู่ของจักรวรดิมองโกล 162 ปี

5.1 การขึ้นสู่อำนาจของเจงกิส ข่าน  

เจงกิส ข่าน ผู้สถาปนาจักรวรรดิมองโกล (Wikipedia, Mongol Empire, 23th October 2023)

เจงกิส ข่าน จักรพรรดิ ผู้สถาปนาจักรวรรดิมองโกล (Wikipedia, Mongol Empire, 23th October 2023)

            เจงกิส ข่าน คือผู้สถานปนาจักรวรรดิมองโกลขึ้นมา

            เจงกิส ข่าน เป็นบุตรชายของหัวหน้าเผ่ามองโกลคนหนึ่ง (Mongol chieftain) ในวัยเด็กใช้ชื่อว่า เตมูจิน (Temujin)

          หัวหน้าเผ่ามองโกลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในยุคนั้น คือ  หวัง ข่าน (Wang Khan) โดยเตมูจินได้ทำสู้รบกับหวังข่าน จนได้รับชัยชนะ จึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น เจงกิส ข่าน

            หลังจากนั้น เจงกิส ข่านได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงประเทศยูเครนในปัจจุบัน และเมื่อสิ้นพระชนม์ลงเมื่อปีค.ศ.1227 แล้ว ผู้สืบเชื้อสายของพระองค์ได้แผ่ขยายจักรวรรดิมองโกลออกไปอีกอย่างกว้างใหญ่ไพศาล

            ก่อนสิ้นพระชนม์ เจงกิส ข่าน ได้แบ่งจักรวรรดิออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้พระราชโอรสแบ่งกันปกครอง

          5.2 จักรพรรดิผู้ปกครองจักรวรรดิมองโกล

                จักรวรรดิมองโกลมีจักรพรรดิปกครองที่สำคัญ  คือ

  1. เจงกิส ข่าน (Genghis Khan) ครองราชย์ 1206-1227
  2. โอเกได ข่าน (Ogedei Khan) ครองราชย์ 1229-1241
  3. กุยุก ข่าน (Guyuk Khan) ครองราชย์ 1246-1248
  4. มองเกอ ข่าน (Mongke Khan) ครองราชย์ 1251-1259
  5. กุบไล ข่าน (Kublai Khan) ครองราชย์ 1260-1294
  6.  ทอคอน ตีมูร์ ข่าน (Toghon Temur Khan) ครองราชย์ 1333-1368

5.3 การขยายดินแดน

          อาจสรุปการขยายอาณาเขตหรือดินแดนของจักรวรรดิมองโกลได้ดังนี้

          5.3.1 เมื่อปีค.ศ.1206 มีอาณาเขต 4,000,000 ตร.กม.

                   ยุคนี้เป็นจุดเริ่มต้นสร้างจักรวรรดิมองโกลรัชสมัยเจงกิส ข่าน

            5.3.2 เมื่อปีค.ศ.1227 มีอาณาเขต 12,000,000 ตร.กม.

                   ยุคนี้เป็นการขยายอาณาจักรในปลายรัชสมัยเจงกิส ข่าน โดยเจงกิส ข่าน สามารถขยายอาณาจักรเพิ่มเติมได้มากถึง 8,000,000 ตร.กม.

            5.3.3 เมื่อปีค.ศ.1294 มีอาณาเขต 23,500,000 ตร.กม.

                   ยุคนี้เป็นการขยายอาณาจักรในรัชสมัย กุบไล ข่าน ซึ่งได้สถาปนาราชวงศ์หยวนปกครองจีน สามารถขยายดินแดนเพิ่มเติมได้มากถึง 11,500.000 ตร.กม.

            5.3.4 เมื่อปีค.ศ.1309 มีอาณาเขต 24,000,000 ตร.กม.

                        ยุคนี้เป็นการขยายดินแดนเพิ่มเติมหลังรัชสมัย กุบไล ข่าน โดยขยายอาณาจักรเพิ่มเติมได้ 500,000 ตร.กม.

            5.4 ลักษณะพิเศษของกองทัพมองโกล

กองทัพมองโกล มีลักษณะแตกต่างไปจากกองทัพของจักรวรรดิอื่น ๆ ในแง่ที่เป็นกองทัพม้าที่มีความเร็วสูงยิ่ง และมีความอดทนเป็นเยี่ยม มีธนูเป็นอาวุธหลัก ซึ่งมีวิสัยการยิงไกลถึง 600 ฟุต และมีธนูเจาะเกราะ จนยากที่จะมีกองทัพใดในยุคสมัยนั้นต้านทานได้

            5.5 ประเทศที่เคยตกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมองโกล

                   เพื่อให้ท่านสามารถมองเห็นภาพว่า อาณาเขตของจักรวรรดิมองโกลกว้างใหญ่เพียงใด อาจดูได้จากว่า มีประเทศใดบ้างในปัจจุบัน ที่เคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมองโกล ได้แก่

                   5.5.1 อัฟกานิสถาน

                        5.5.2 อาร์มีเนีย

                        5.5.3 อาเซอร์ไบจาน

                        5.5.4 เบลารุส

                        5.5.5 จีน

                        5.5.6 จอร์เจีย

                        5.5.7 อินเดีย (บางส่วน)

                        5.5.8 อิหร่าน

                        5.5.9 อิรัก

                        5.5.10 คาซัคสถาน

                        5.5.11 คีร์กีซสถาน

                   5.5.12 ลาว

                        5.5.13 มอลโตวา

                        5.5.14 มองโกเลีย

                        5.5.15 พม่า

                        5.5.16 เกาหลีเหนือ

                        5.5.17 ปากีสถาน

                        5.5.18 โปแลนด์

                        5.5.19 โรมาเนีย

                        5.5.20 รัสเซีย

                        5.5.21 เกาหลีใต้

                        5.5.22 ซีเรีย

                        5.5.23 ทาจิกิสถาน

                        5.5.24 ตุรกี

                        5.5.25 เติร์กเมนิสถาน

                        5.5.26 ยูเครน

                        5.5.27 อุชเบกิสถาน

                   5.5.28 เวียดนาม

            5.6 ประเทศหรืออาณาจักรที่จักรวรรดิมองโกลไม่สามารถรบชนะ

                   แม้จักรวรรดิมองโกลจะสามารถรบชนะไปทั่วโลก แต่ก็มีบางประเทศหรือบางอาณาจักรที่จักรวรรดิมองโกล ไม่สามารถรบเอาชนะเอาเป็นเมืองขึ้นได้ คือ

                   5.6.1 การรุกรานญี่ปุ่น

                             จักรวรรดิมองโกลในยุคกุบไล ข่าน ได้ส่งกองทัพข้ามทะเลไปรุกรานญี่ปุ่น จำนวน 2 ครั้ง เมื่อปีค.ศ.1274 และ 1281 แต่ต้องประสบความปราชัยอย่างยับเยิน

                  5.6.2 การรุกรานอาณาจักรสิงหะส่าหรีหรืออินโดนีเซีย

                             กุบไล ข่าน ได้ส่งกองทหารไปโจมตีอาณาจักรสิงหะส่าหรี ช่วงปีค.ศ.1289-1293 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องล่าถอยทัพกลับไป

            5.7 อาณาจักรสุโขทัยกับจักรวรรดิมองโกล

                        อาณาจักรสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1257 หรือพ.ศ.1800 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กุบไล ข่าน ได้ส่งกองทัพแผ่อำนาจลงมาทางใต้เพื่อล้มล้างราชวงศ์ซ่งทางตอนใต้ของจีน โดยยกกองทัพเข้ายึดมณฑลยูนานและโจมตีอาณาจักรน่านเจ้าแตก แต่ไม่ได้ยกทัพรุกรานไปจนถึงอาณาจักรสุโขทัย เพราะได้มีการเจริญพระราชไมตรีระหว่างจักรวรรดิมองโกลกับอาณาจักรสุโขทัยในยุคของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในช่วงปีค.ศ.1279-1281

          5.8 การล่มสลายของจักรวรรดิมองโกล

                        การล่มสลายของราชวงศ์หยวน คือการล่มสลายของจักรวรรดิมองโกล กล่าวคือ กุบไล ข่าน ผู้นำเผ่าชาวมองโกล ได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่งที่ปกครองจีนอยู่ลง แล้วสถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้นมาปกครองจีน เมื่อปีค.ศ.1271 โดยตั้งต้าตู (กรุงปักกิ่ง) เป็นเมืองหลวง

                        ราชวงศ์หยวน ได้ปกครองจีนเป็นเวลายาวนานร่วม 97 ปี แต่พอสิ้นยุคกุบไล ข่าน ได้เสื่อมอำนาจลง อันมีสาเหตุมาจากการเกิดภัยพิบัติขึ้นหลายท้องที่ ประกอบกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างร่วมกันข่มเหงชาวบ้าน  จนในที่สุดได้ถูกโค่นล้มลงโดยกบฏโพกผ้าแดง เมื่อปีค.ศ.1368 และได้ตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นมาปกครองจีน ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่หนานจิง

          กล่าวโดยสรุป เจงกิส ข่าน ได้สร้างจักรรรดิมองโกลขึ้นมาเมื่อปีค.ศ.1206  และได้ทำสงครามขยายอาณาเขตไปทุกทิศทางทั้งในยุโรปและเอเชีย จนมีขนาดพื้นที่เป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลติดต่อกัน มีเนื้อที่ทั้งหมดราว 24,000,000 ตร.กม.

          ยุคของความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิมองโกลถึงขีดสุดคือ ยุคที่จักรวรรดิมองโกลสามารถยึดครองจีนได้ในยุคของกุบไล ข่าน โดยการสถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้นมาเมื่อค.ศ.1271 และจักรวรรดิมองโกลได้สิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสุดราชวงศ์หยวน เมื่อปีค.ศ.1368 รวมระยะเวลาการดำรงอยู่ของจักรวรดิมองโกล 162 ปี

6.วิเคราะห์เปรียบเทียบ จักรวรรดิมองโกล และจักรวรรดิบริติช

มีจักรวรรดิสองจักรวรรดิที่ถือได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ จักรวรรดิมองโกล และจักรวรรดิบริติช หรือจักรวรรดิอังกฤษ

จักรวรรดิมองโกลได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่มีอาณาเขตเป็นพื้นแผ่นดินติดต่อกันกว้างใหญ่ที่สุดในโลก คือ มีเนื้อทั้งหมดราว 24,000,000 ตร.กม. ส่วนจักรวรรดิบริติช มีอาณาเขตรวมกันทั้งหมดราว 33,000,000 ตร.กม. แต่อาณาเขตมิได้รวมเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันเหมือนจักรวรรดิมองโกล ดังนั้น การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่สุดทั้งสอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง

ในที่นี้จะขอเปรียบเทียบในประเด็น ระยะเวลาดำรงอยู่ของจักรวรรดิ ขนาดพื้นที่ การแผ่ขยายอำนาจ ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช

6.1 ระยะเวลาดำรงอยู่ของจักรวรรดิ

          จักรวรรดิมองโกล เป็นจักรวรรดิในช่วงปีค.ศ.1206-1368 นับเป็นระยะเวลายาวนาน  162  ปี  โดยเริ่มต้นการดำรงอยู่ของจักรวรรดิ เมื่อปีค.ศ.1206 ซึ่งเป็นปีที่เจงกิส ข่าน สถาปนาจักรวรรดิมองโกลขึ้นมา และสิ้นสุดเมื่อปีค.ศ.1368 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดราชวงศ์หยวนของจีน  

             ส่วนจักรวรรดิบริติช เป็นจักรวรรดิในช่วงปีค.ศ.1707-1997 นับเป็นระยะเวลายาวนาน  290 ปี โดยปีค.ศ.1707 ได้มีการออกกฎหมายสหภาพ (The act of union 1707) เป็นการรวมกันระหว่างอังกฤษกับสก็อตแลนด์  และได้สิ้นสุดลงเมื่อปีค.ศ.1997 ซึ่งเป็นปีที่สหราชอาณาจักรยอมคืนฮ่องกงให้แก่จีน

          ด้วยผลของสงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars1803-1815) ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยบริเตน  ทำให้บริเตน ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทะเลและจักรวรรดิหลักในต้นศตวรรษที่ 19

            ในช่วงปีค.ศ.1815-1914 เป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิบริติช ครองความเป็นใหญ่ในโลกและรับบทบาทตำรวจโลก

            6.2 ขนาดพื้นที่

แผนที่ แสดงอาณาเขตของจักรวรรดิบริติช

(Wikipedia, British Empire, 23th October 2023)

แผนที่แสดงอาณาเขตจักรวรรดิบริติช (Wikipedia, British Empire, 23th October 2023)

                   จักรวรรดิมองโกลเป็นจักรวรรดิที่มีอาณาเขตเป็นผืนแผ่นดินที่ต่อเนื่องกันกว้างใหญ่ถึง 24,000,000 ตร.กม. (เมื่อปีค.ศ.1309) ส่วนจักรวรรดิบริติช เป็นจักรวรรดิที่มีผืนแผ่นดินไปทั่วโลก แต่ไม่ได้เป็นผืนแผ่นดินที่ติดต่อเนื่องกัน มีอาณาเขตมากถึง 33,000,000 ตร.กม. (เมื่อปีค.ศ.1922)

          การที่จักรวรรดิบริติชมีดินแดนอาณานิคมไปทั่วโลก ทำให้ได้รับฉายาว่า “ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินในจักรวรรดิบริติช”

          นอกจากขนาดพื้นที่อันกว้างใหญ่จำนวน 33,000,000 ตร.กม.ดังกล่าวแล้ว เมื่อปีค.ศ.1922 จักรวรรดิบริติชยังได้ปกครองประชากรจำนวนมากถึง 458 ล้านคน หรือคิดเป็นจำนวน 1/5 ของจำนวนประชากรทั้งโลกในยุคนั้น

            6.3 การแผ่ขยายอำนาจ

                        ในยุคที่จักรวรรดิมองโกลแผ่ขยายอำนาจ โลกยังเป็นยุคสังคมเกษตรกรรม ยังไม่ได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การขยายอำนาจใช้กองทัพม้าที่เคลื่อนที่เร็วเป็นกองกำลังหลักโดยมีธนูเป็นอาวุธสำคัญ

                        ส่วนการแผ่ขยายอำนาจในจักรวรรดิบริติช เป็นยุคที่โลกได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว และเป็นยุคของลัทธิล่าอาณานิคม เพื่อแสวงหาดินแดนอาณานิคมทั่วโลกสำหรับเป็นแหล่งนำวัตถุดิบไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นตลาดจำหน่ายสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

                        ในช่วงปีค.ศ.1760-1851 เป็นช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมใน   สหราชอาณาจักร ทำให้จักรวรรดิบริติชมีอาวุธยุทธโธปกรณ์สมัยใหม่ เช่น เรือรบขนาดใหญ่สามารถเดินทางข้ามทะเลและมหาสมุทรได้ ปืนใหญ่ เป็นต้น สามารถใช้เป็นอาวุธในการล่าอาณานิคมได้เป็นอย่างดี

          6.4 ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช

ในหัวข้อ 5.5 ได้กล่าวถึงดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมองโกลมาแล้ว จึงไม่ขอนำมากล่าวซ้ำอีก

                      จักรวรรดิบริติช เคยปกครองหลายประเทศในทุกทวีปทั่วโลก เช่น

                        6.4.1 ทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

                        6.4.2 ทวีปเอเชีย ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเดช พม่า ศรีลังกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และบูรไน คูเวต กาตาร์ ซีเรีย เลบานอน เป็นต้น

                        6.4.3 ทวีปอาฟริกา ได้แก่ อาฟริกาใต้ อียิปต์ ซูดาน โซมาเลีย เคนยา ยูแกนดา แทนซาเนีย ไนจีเรีย กานา แกมเบีย แคเมอรูน บอตสวานา เป็นต้น

                        6.4.4 ทวีปออสเตรเลีย ได้แก่ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

            จะเห็นได้ว่า จักรวรรดิมองโกล และจักรวรรดิบริติช เป็นจักรวรรดิคนละยุคสมัยกัน จักรวรรดิมองโกล อยู่ในยุคของสังคมเกษตรกรรม การขยายอำนาจหรือการขยายดินแดน ใช้กองกำลังทางบก คือกองทัพม้าที่มีขีดความสามารถในการเคลื่อนเร็วเป็นหลัก ดังนั้นการขยายอำนาจจึงเป็นการขยายอำนาจทางบก ส่วนการขยายอำนาจทางทะเล จักรวรดิมองโกลไม่มีทักษะ จึงไม่ประสบความสำเร็จ

            ส่วนจักรวรรดิบริติช เป็นจักรวรรดิที่เกิดขึ้นในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ดังนั้น การขยายอำนาจจึงใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นหลัก ได้แก่ เรือรบสมัยใหม่ และปืนใหญ่ ทำให้สามารถขยายอำนาจสามารไปได้ทั่วโลก แม้ว่าจะข้ามน้ำข้ามทะเลและมหาสมุทรไปก็ตาม

            ประเทศใหญ่ที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมองโกล คือ จีนในยุคของราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) รวมระยะเวลา 97 ปี ส่วนประเทศใหญ่ที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิบริติช คือ อินเดีย (รวมถึงปากีสถานและบังคลาเดชในปัจจุบัน)  โดยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช เมื่อปีค.ศ.1858 ตามกฎหมายการปกครองอินเดียปี 1858 (Government of India Act 1858) และได้รับเอกราชเมื่อปีค.ศ.1947 รวมระยะเวลาที่ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช 89 ปี

7.สรุป

          บทความ “ มองโกเลีย เคยเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลก ” เป็นบทความที่ต้องการเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิมองโกล ซึ่งเคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในยุคศตวรรษที่ 13-14 ช่วงปีค.ศ.1206-1368 รวมระยะเวลายาวนาน 1ุ62 ปี ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร การขยายอาณาเขตได้กว้างใหญ่ไพศาลแค่ไหน และได้เสื่อมสิ้นจักรวรรดิลงได้อย่างไร

            นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับจักรวรรดิบริติช ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในโลกในยุคศตวรรษที่ 18-20 ระหว่างปีค.ศ.1707-1997 รวมระยะเวลายาวนาน 290 ปี

            สำหรับข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่น ๆ กรุณาติดตามได้ในหัวข้อ ถาม-ตอบ สนุกกับดร.ชา 369 ท้ายบทความนี้

ถาม-ตอบ สนุก กับดร.ชา 369

1.ถาม-ทำไมจักรวรรดิมองโกล จึงสามารถขยายอาณาเขตที่เป็นผืนแผ่นดินต่อเนื่องติดต่อกันได้กว้างใหญ่ไพศาล

          การที่จักรวรรดิมองโกล สามารถขยายอาณาเขตที่เป็นผืนแผ่นดินต่อเนื่องกันได้กว้างใหญ่ไพศาล ก็เพราะการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิมองโกล ได้มาจากการรบเอาชนะอาณาจักรหรือจักรวรรดิที่มีอยู่ด้วยการใช้กองกำลังทางบกคือกองทัพม้า

2.ถาม-ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างพม่ายุคอาณาจักรพุกาม และเวียดนามได้ตกเป็นประเทศราชของจักรวรรดิมองโกลในยุคกุบไล ข่าน แต่ทำไมอาณาสุโขทัยไม่ตกเป็นประเทศราชของจักรวรรดิมองโกล

          การที่ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างพม่ายุคอาณาจักรพุกาม และเวียดนามได้ตกเป็นประเทศราชของจักรวรรดิมองโกล ยุคกุบไล ข่าน ก็เพราะได้มีการทำสงครามกัน อาณาจักรพุกาม และเวียดนามเป็นฝ่ายแพ้ จึงต้องตกเป็นประเทศราชของจักรวรรดิมองโกล

            ส่วนอาณาจักรสุโขทัยมิได้มีการสู้รบกับจักรวรรดิมองโกล หากแต่มีการเจริญพระราชไมตรีระหว่างอาณาจักรสุโขทัยยุคพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกับจักรวรรดิมองโกล ยุคกุบไล ข่าน

3.ถาม-เป็นเพราะเหตุใด จักรวรรดิมองโกล ยุคกุบไล ข่าน ไม่สามารถรบเอาชนะประเทศหรืออาณาจักรที่เป็นเกาะอย่างญี่ปุ่นและอินโดนีเซียได้

          การที่จักรวรรดิมองโกล ยุคกุบไล ข่าน ไม่สามารถรบเอาชนะประเทศหรืออาณาจักรที่เป็นเกาะอย่างญี่ปุ่นหรืออินโดนีเซียได้ เพราะจักรวรรดิมองโกล ไม่มีความชำนาญในการรบทางเรือหรือทางทะเล ถนัดแต่การรบทางบก

4.ถาม-ทำไมจึงกล่าวว่า ดวงอาทิตย์ไม่เคตกดินภายใต้แผ่นดินของจักรวรรดิบริติช

          การที่กล่าวว่า ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินภายใต้แผ่นดินของจักรวรรดิบริติช ก็เพราะว่า จักรวรรดิบริติชมีดินแดนอาณานิคมไปทั่วโลกและทั่วทุกทวีป

5.ถาม-ประเทศใหญ่ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิมองโกลคือจีน ในทางกลับกันประเทศใหญ่ที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิบริติชคือประเทศอะไร

          ประเทศใหญ่ที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิบริติช คืออินเดีย ซี่งรวมถึงประเทศปากีสถานและบังคลาเดชในปัจจุบัน ระหว่างปีค.ศ.1858-1947

6.ถาม-สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก่อนที่จะได้รับการสถาปนาให้เป็นรัฐเหมือนอย่างในปัจจุบันนี้ เคยมีฐานะเป็นอะไรของจักรวรรดิบริติชมาก่อน

          ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ในอดีตเคยตกเป็นดินแดนอาณานิคมของจักรวรรดิบริติชมาก่อน  หลังจากนั้น จึงได้รับเอกราชตั้งเป็นประเทศขึ้นมา

7.ถาม-ให้วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของกลยุทธ์ในการขยายอาณาจักรหรือดินแดนของจักรวรรดิมองโกล และจักรวรรดิบริติช

          ความแตกต่างของกลยุทธ์ในการขยายอาณาจักรหรือดินแดนของจักรวรรดิทั้งสอง คือ กลยุทธ์ของจักรวรรดิมองโกลใช้การทหารหรือการทำสงครามในการขยายอาณาจักรนำ โดยมุ่งใช้กำลังทหารสู้รบเอาชนะในการทำสงครามกับอาณาจักรหรือจักรวรรดิที่จักรวรรดิมองโกล  ต้องการขยายอาณาเขตเข้าไป 

            ส่วนจักรวรรดิบริติชใช้กลยุทธ์ทั้งด้านการเมืองและการทหารควบคู่กันไป ปกติจะใช้การเมืองนำการทหาร เช่น การแบ่งแยกแล้วปกครอง เพื่อทำให้ประเทศที่ต้องการให้ตกเป็นอาณานิคมอ่อนแอลง และเมื่อมีความจำเป็นก็จะใช้กำลังทหารที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าเข้าทำสงคราม

            การตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติชมีอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบแรก จักรวรรดิบริติชส่งคนเข้ามาปกครองดินแดนอาณานิคม เรียกว่า ผู้สำเร็จราชการ และรูปแบบที่สองคือ การยอมเป็นรัฐในอารักขาของจักรวรรดิบริติช โดยดินแดนนั้นยังสามารถปกครองตนเองได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้การอารักขาของจักรวรรดิบริติช ไม่ได้มีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

ดร.ชา 369

23/10/23

แหล่งข้อมูลหลัก

1.Wikipedia, Mongolia, 23th October 2023.

2.Wikipedia, Mongol Empire, 23th October 2023.

3.Wikipedia, British Empire, 23th October 2023.

Dr.Char

Mr.Chartri Direksriดร.ชาตรี ดิเรกศรี (Dr.Chartri Direksri) เคยรับราชการเป็นนักปกครองในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี เมื่อปีพ.ศ.2517 ผ่านการดำรงตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อปีพ.ศ.2554 นอกจากนี้ยังเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเวลา 9 ปี

RELATED ARTICLES

หมอ พยายาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาคนติดเชื้อโรคโควิด-19

การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีโรคโควิด-19: ความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา(1)

Share on Social Media facebook email 68 / 100 Powered by Rank Math SEO การมองการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณรีโรคโควิด-19 ด้วยประสบการณ์การบริหารเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้หวัดนก ปีพ.ศ.2547  (1) อาจมองได้หลายมิติ ในตอนแรกนี้ จะขอกล่าวถึงมิติด้านความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา 1.ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด อาจมองความรุนแรงของสถานการณ์โรควิด-19 ได้เป็น 2 ระดับโลก และความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย             1.1ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระดับโลก           ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 (Covid-19) หรือโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ถือได้ว่า เป็นโรคระบาดจากคนไปสู่คนและแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากประเทศจีนไปสู่อีกหลายประเทศอย่างรวดเร็วทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อ…

มองโกเลีย เคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (13) (New***) 2

มองโกเลีย เคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (13) (New***)

Share on Social Media facebook email 91 / 100 Powered by Rank Math SEO “มองโกเลีย เคยเป็นจักรวรรดิยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” เป็นบทความลำดับที่ 13 หมวด 14 เรื่องเล่า ประเทศเอเชียตะวันออก จะกล่าวถึง ความนำ ตำแหน่งที่ตั้งของมองโกเลีย ข้อมูลมองโกเลียในปัจจุบันที่ควรทราบ   ประวัติย่อของมองโกเลีย  ยุคจักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่  วิเคราะห์เปรียบเทียบอาณาจักรมองโกล กับจักรวรรดิบริติช สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 369           บทความที่เกี่ยวข้อง ประวัติ จีน ก่อนจีนยุคใหม่ “ จักรวรรดิจักรมองโกล (1206-1368)  เป็นจักรวรรดิที่มีอาณาเขตต่อเนื่องกันใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 24,000,000…

พระพุทธเจ้า มีคาถารักษาโรคเรื้อรังได้หรือไม่ (16) 3

พระพุทธเจ้า มีคาถารักษาโรคเรื้อรังได้หรือไม่ (16)

Share on Social Media facebook email 90 / 100 Powered by Rank Math SEO “พระพุทธเจ้า มีคาถารักษาโรคเรื้อรังได้หรือไม่” นับเป็นบทความลำดับที่ 16 ของหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ปฏิบัติธรรม เพื่อคลายทุกข์ มีเนื้อหาประกอบด้วย ความนำ  พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนว่าอย่างไร   ประเภทของโรค โรคเรื้อรัง โรคเรื้อรังที่น่าสนใจ แนวทางในการรักษาโรคเรื้อรัง คาถารักษาโรคทุกโรคของพระพุทธเจ้า ทำไมจึงควรนำคาถานี้ไปใช้ในการรักษาโรคเรื้อรัง ประสบการณ์ในการนำคาถานี้มาใช้ ขั้นตอนและแนวทางในการนำคาถานี้ไปใช้ การบริกรรมคาถา การอธิษฐานจิต การสั่งจิตใต้สำนึก การสร้างมโนภาพ  ตัวอย่างการอธิษฐานจิตรวมทุกโรค ตัวอย่างการอธิษฐานจิตเฉพาะโรค สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 369          …

ไต้หวัน มีความเจริญมากน้อยเพียงใด (12) 5

ไต้หวัน มีความเจริญมากน้อยเพียงใด (12)

Share on Social Media facebook email 87 / 100 Powered by Rank Math SEO “ไต้หวัน มีความเจริญมากน้อยเพียงใด” เป็นบทความลำดับที่ 12 ของหมวด 14 เรื่องเล่า ประเทศเอเชียตะวันออก มีหัวข้อ ดังนี้ ความนำ  ประวัติความเป็นมาของไต้หวันโดยย่อ ตำแหน่งที่ตั้งและขนาดพื้นที่ ประชากร (จำนวน เชื้อชาติ และศาสนา) การปกครอง เมืองหลวง ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ  ตัวชี้วัดความเจริญทางเศรษฐกิจ ตัวชี้วัดความเจริญในด้านอื่น ๆ   สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 36           “ไต้หวันหรือจีนไทเป เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า เป็นเสือตัวหนึ่งในบรรดาสี่ตัวของเอเชีย…

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Share on Social Media
%d bloggers like this: