85 / 100

ความโกรธ เป็นสิ่งน่ากลัว ปัญหาคือ ”ความโกรธ จะเอาชนะได้ด้วยธรรมะข้อใด”  นับเป็นบทความลำดับที่ 13 ของหมวดหมวด 7 เรื่องเล่า ในการฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อคลายทุกข์ โดยจะกล่าวถึง ความโกรธหรือโทสะ คืออะไร โทษร้ายแรงของการบันดาลโทสะ สาเหตุที่ทำให้เกิดโทสะ หลักเบื้องต้นในการเอาชนะโทสะ ธรรมะที่ใช้ในการเอาชนะการบันดาลโทสะ

อนึ่งบทความก่อนหน้านี้ (12) ได้เล่าถึง ความเครียด แก้ได้ไม่ยากด้วยธรรมะ

Table of Contents

1.ความนำ

          1.1องคุลีมาล

          เมื่อครั้งที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษา เมื่อประมาณปีพ.ศ.2510-2512  ได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง คือ เรื่ององคุลีมาล ซึ่งเป็นภาพยนต์ที่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกสนับสนุนให้สร้างขึ้นมา แต่ดาราที่แสดงเป็นดาราอินเดียทั้งหมด  

             มีตอนหนึ่งของภาพยนต์ดังกล่าว เป็นเรื่องราวขององคุลีมาลเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก มีชื่อเรียกว่า อหิงสกะ แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียน  อหิงสกะ เป็นคนเก่ง และเฉลียวฉลาดมาก  อหิงสกะ เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิ แห่งกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล จึงมีโอกาสเข้าออกวังอยู่บ่อย ๆ อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาได้ลองทดสอบสติปัญญาของอหิงสกะ ด้วยการตั้งคำถามว่า “อหิงสกะ ศัตรูที่ร้ายที่สุดของมนุษย์ คืออะไร ” อหิงสกะตอบว่า “ ความโกรธ คือ ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ พระพุทธเจ้าค่ะ ”                                                                                     

พระราชาชมเชยอหิงสกะว่า “ ถูกต้อง เธอเก่งมาก อหิงสกะ”

1.2 ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

            นอกจากเรื่องราวขององคุลีมาลแล้ว ยังมีเรื่องนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นเรื่องราวของลูกชายที่เกิดอารมณ์ชั่ววูบโมโหหิว เพราะแม่เอาอาหารไปส่งที่นาล่าช้า ครั้นเมื่อเห็นแม่เอาเอาปิ่นโตไปส่ง ไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ได้ จึงได้ฆ่าแม่ตายเพื่อระบายอารมณ์โทสะที่ค้างอยู่

พระธาตุก่องข้าวน้อย บ้านตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
พระธาตุก่องข้าวน้อย บ้านตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

            เมื่อเห็นแม่ตายแล้ว เกิดความสำนึกผิดในบาปกรรม จึงได้สร้างธาตุเจดีย์เพื่อไถ่บาปหนักในการกระทำมาตุฆาต ธาตุเจดีย์ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ตั้งอยู่ที่บ้านตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร อ่านรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ข้างล่างนี้

           

1.3 นายทหารชั้นประทวนโคราชบ้าคลั่งกราดยิงคนตาย 20 ศพ

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีนายทหารชั้นประทวนที่โคราชเกิดบันดาลโทสะอย่างแรงจนมีอาการบ้าคลั่ง เพราะถูกผู้บังคับบัญชาคดโกง ไม่ยอมโอนบ้านสวัสดิการให้ ทั้ง ๆ ที่ผ่อนชำระเงินจนครบถ้วนแล้ว

จากเรื่องราวขององคุลิมาล เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เรื่องนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน และเรื่องนายทหารชั้นประทวนบ้าคลั่ง ดังกล่าวข้างต้น พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า การบันดาลโทสะมีโทษหรืออันตรายมากเพียงใด หากผู้ที่เกิดบันดาลโทสะไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ไว้ได้

            ดังนั้น เราจึงควรจะทราบว่า ความโกรธ คือ อะไร มีอาการอย่างไร  มีสาเหตุมาจากอะไร มีโทษร้ายแรงอย่างไร มีแนวทางการป้องกันและแก้ไขอย่างไร มีธรรมะข้อใดที่สามารถนำประยุกต์ใช้ในการป้องกันหรือระงับการบันดาลโทสะได้

2.โทสะ คืออะไร มีอาการอย่างไร และแบ่งออกเป็นกี่ชนิด

          2.1 โทสะ คืออะไร

          ความโกรธหรือโทสะ เป็นสภาวะทางอารมณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อผิดหวังหรือไม่สมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนา ซึ่งอาจเกิดจากความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกเหยียดหยามหรือถูกข่มขู่

            เมื่อเกิดโทสะแล้ว อารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะลุกลามอย่างรวดเร็วและไม่อาจจะระงับได้ จนกว่าจะได้กระทำอะไรบางอย่างลงไปเพื่อระบายอารมณ์ที่เกิดขึ้น

            2.2 สัญญานและอาการของโทสะเป็นอย่างไร

          เมื่อเกิดโทสะขึ้นมาแล้ว บุคคลจะมีอาการ ดังนี้

อาการของคนที่บันดาลโทสะ
อาการของคนที่บันดาลโทสะ
  • มักจะคิดเข้าข้างตนเองว่า ถูกต้องเสมอ ไม่ยอมรับฟังเหตุผลที่อยู่คนละฝ่ายกับตนเอง
  • คนที่มีโทสะจะทำให้ขาดสติ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และอาจตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการยั่วยุให้เกิดโทสะ
  • คนที่ตกอยู่ในอารมณ์โทสะ จะมองโลกในแง่ลบหรือในแง่ร้าย และคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีทางประนีประนอมได้ ต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาเท่านั้น
  • เมื่อตกอยู่ในอารมณ์โทสะ ความคิดในแง่ลบจะผุดขึ้นในสมองของเจ้าตัวมากมาย ทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่
  • เมื่อผู้ใดมีโทสะ ผู้นั้นหัวใจจะเต้นแรงและเร็ว หน้าอกกระเพื่อม กล้ามเนื้อตึงและเกร็งไปทั่วตัว ตัวร้อนมากขึ้นและมีเหงื่อออกมาก หน้าแดง กล้ามเนื้อเกร็ง และบางรายอาจเผลอระเบิดพูดคำหยาบออกมาไม่รู้ตัว

2.3 ชนิดของโทสะ

โทสะ อาจแบ่งออกเป็น การเกิดโทสะคนอื่น คนอื่นมีโทสะต่อตัวเรา มีโทสะต่อตัวเอง หรืออาจจะเป็นโทสะที่ตกค้างมาแต่อดีต ถ้ามีอะไรมาสะกิดก็จะแสดงออกมา

  อาจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับความโกรธเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ข้างล่างนี้

https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=870

3.โทษร้ายแรงของการบันดาลโทสะ

          เมื่อบุคคลมีโทสะ แสดงว่า บุคคลนั้น เริ่มขาดสติสัมปชัญญะ ความสามารถในการควบคุมตนเองลดน้อย ดังนั้น จึงอาจจะทำอะไรก็ได้ที่ผิดพลาดหรือรุนแรงเกินกว่าจะคาดหมายได้ เช่น

            3.1 อาจจะทำร้ายผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นเพื่อระบายอารมณ์

            3.2 อาจจะพูดจาก้าวร้าวกับผู้อื่นด้วยคำหยาบคาย

            3.3 อาจจะทำร้ายตนเองหรือทำลายทรัพย์สินของตนเองเพื่อประชด

            3.4 หากใครชอบแสดงอาการโทสะเป็นประจำ จะทำให้มองเห็นว่า การแก้ปัญหาต้องใช้ความก้าวร้าวหรือความรุนแรง ไม่สามารถพูดคุยกันอย่างสันติได้

          3.5 คนที่ชอบมีอารมณ์ฉุนเฉียว จะเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน ทำให้มีศัตรูมาก

            3.6 คนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว มักจะตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ผิดพลาด เพราะขาดความรอบคอบ ไม่ยอมฟังใครทักท้วงหรือห้ามปราม หากเป็นเรื่องสำคัญ อาจจะทำให้กระทำความผิดกฎหมาย ติดคุกติดตะราง หรือทำธุรกิจอาจขาดทุนหรือล้มละลาย

            3.7 ยิ่งกว่านั้น เวลามีโทสะ ร่ายกายจะหลั่งสารบางอย่างออกมาทำลายเนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้ง่าย

4.แนวทางในการเอาชนะความโกรธเบื้องต้น

          การเอาชนะโทสะหรือการป้องกันไม่ให้เกิดโทสะ ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป หากมีการฝึกฝนและทำถูกวิธีก็อาจจะบรรเทาหรือระงับได้

            4.1 หายใจเข้าลึก ๆ

            เมื่อมีอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่พอใจ ให้พยายามหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ พร้อมกับนับ 1-10 เพื่อทำให้หัวใจเต้นช้าลง และทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

            4.2 ฝึกมองปัญหาในเชิงบวก

            หากมีการโต้เถียงขัดแย้งเพราะมีมุมมองต่างกัน ขอให้คิดว่า ทุกปัญหามีทางออกโดยสันติ ไม่จำเป็นต้องใช้อารมณ์หรือความรุนแรงในการแก้ปัญหา

            4.3 ฝึกรับฟังและยอมรับในความคิดที่แตกต่างของผู้อื่น

            ทุกคนมักจะมีแนวคิดและเหตุผลในการมองปัญหาต่าง ๆ เป็นของตนเอง หากเรายอมรับความแตกต่าง เราก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นหรือทัศนคติที่แตกต่างของบุคคลอื่นได้ไม่ยาก

การยอมรับฟังและยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นการพยายามเข้าใจคนอื่น และเมื่อเราเข้าใจคนอื่น คนอื่นก็จะเข้าใจเราเช่นกัน

            4.4 ฝึกเป็นคนแก้ปัญหาด้วยการประนีประนอม ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า

            การแก้ปัญหาด้วยความประนีประนอม นอกจากมักจะประสบความสำเร็จด้วยดีแล้ว ยังไม่เป็นการก่อศัตรูโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

การหันหน้าเข้าหากัน คือ การประนีประนอม ทำให้สามารถตกลงกันได้อย่างสันติ
การหันหน้าเข้าหากัน คือ การประนีประนอม ทำให้สามารถตกลงกันได้อย่างสันติ

          4.5 พยายามหลีกเลี่ยงการโต้แย้งในเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่า ต่างฝ่ายต่างมีความเชื่อเป็นของตนเอง

            เพราะเรื่องที่ทราบชัดเจนอยู่แล้วว่า ฝ่ายใดมีความเชื่ออย่างไร ก็คงต้องเชื่ออยู่อย่างนั้น ยากที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความเชื่อด้านการเมืองและด้านศาสนา หากโต้แย้งกันต่อไป อาจจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดบันดาลโทสะได้

           4.6 ฝึกการแก้ปัญหาแบบ วิน-วิน

หากคนเรามีความขัดแย้งกัน ถ้าแต่ละฝ่ายมุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ก็คงยากที่จะตกลงกันได้ แต่ถ้าลองหันมาพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหาที่แต่ละฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ตนต้องการ แม้จะไม่ใช่ความต้องการทั้งหมดของตน อย่างที่เรียกว่า ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ หรือ วิน-วิน

            แนวทางในการเอาชนะโทสะทั้ง 6 ประการดังกล่าว เป็นทั้งแนวทางในการระงับโทสะที่กำลังเกิดขึ้น และแนวทางป้องกันมิให้เกิดโทสะขึ้น

5.ธรรมะที่ใช้ในการเอาชนะการบันดาลโทสะ

          ธรรมะที่ใช้ในการเอาชนะการบันดาลโทสะ ได้แก่

       5.1การแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย

            การแผ่เมตตาให้ตนเอง เป็นการให้ความรักต่อตัวเอง หากเราไม่รักตัวเองแล้ว การจะหวังให้ไปรักคนอื่น ๆ ก็คงยากที่จะเป็นไปได้

            หลังจากได้แผ่เมตตาให้ตนเอง ก็ให้แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ ญาติมิตรสหาย เพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่ผู้ที่เป็นคู่แข่งหรือศัตรูกับเรา และเพื่อนร่วมโลก ตลอดจนสัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า และสัตว์ไม่มีเท้า

            การแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย สามารถทำได้ทุกเมื่อ ทุกโอกาส และทุกสถานที่ที่เราต้องการ อย่างน้อยในช่วงเวลาของการไหวพระสวดมนต์หรือก่อนนอน 

            เมื่อเราเกิดความรักตนเองและรักผู้อื่น เราก็จะไม่อยากจะทะเลาะกับใคร ในตรงข้ามจะทำให้จิตใจของเราสงบร่มเย็น

การแผ่เมตตา ไม่จำเป็นต้องแผ่เป็นภาษาบาลี แผ่เป็นภาษาไทยง่าย ๆ ก็ได้ เช่น

ขอให้ตัวเรา จงมีแต่ความสุขเถิด ปราศจากทุกข์ ปราศจากโศก และปราศจากเวรกรรม

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขเถิด อย่าได้อาฆาตพยาบาท และจองเวรซึ่งกันและกัน ขอให้พ้นทุกข์ทุกตัวตน”

      5.2 ฝึกการให้อภัยตนเองและผู้อื่น ๆ

          ถ้าอยากมีความสุข ไม่ขัดแย้งหรือเป็นศัตรูกับใคร นอกจากแผ่เมตตาแล้ว ก็ให้ฝึกการให้อภัยตนเองและผู้อื่น เพราะการให้อภัย จะทำให้เราเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดและไม่มีโทสะ

            การให้อภัยตนเอง คือ การให้โอกาสตนเองแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด ไม่โทษตนเองหรือไม่ติเตียนตนเอง คนที่ชอบติเตียนตนเอง ก็เท่ากับทำลายตนเอง

การให้อภัย คือ การไม่ถือโกรธ และให้โอกาสแก้ไขความผิดพลาดให้ถูกต้อง
การให้อภัย คือ การไม่ถือโกรธ และให้โอกาสแก้ไขความผิดพลาดให้ถูกต้อง

            ส่วนการให้อภัยคนอื่น คือ การให้โอกาสคนอื่นได้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด

            เมื่อเรารู้จักให้อภัยตนเองและผู้อื่น เราก็จะไม่มีอารมณ์ฉุนเฉียวกับตนเองและผู้อื่น

ก่อนนอน ลองบอกกับตนเองว่า ” เราให้อภัยตัวเรา เราให้อภัย สามีหรือภรรยา บุตรธิดา คนรอบข้างทั้งหลาย และทุกคน ” จะพบว่า สามารถทำให้เรานอนหลับได้ง่ายเข้า เพราะเป็นการทำให้จิตใจผ่อนคลายนั่นเอง

      5.3 ฝึกความมีขันติอดทน อดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุที่จะทำให้เรามีอารมณ์ไม่พอใจหรือฉุนเฉียว

            เมื่อมีอะไรหรือสิ่งใดยั่วยุให้เรามีอารมณ์ฉุนเฉียว เช่น คำพูดดุด่า ดูถูกเหยียดหยาม การท้าตีท้าต่อย การถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ควรจะตอบโต้ด้วยความรู้สึกรุนแรง แต่ควรจะมีความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่ยั่วยุ แล้วค่อยตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญาที่รอบคอบจะดีกว่า

            5.4 หมั่นฝึกนั่งสมาธิด้วยมรณาสติ

          การนั่งสมาธิด้วยการพิจารณามรณาสติ จะทำให้เรามองเห็นความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างไม่มีตัวตน เป็นเพียงสิ่งสมมุติ เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่ตัวเรา หากเราพิจารณาเช่นนี้บ่อย ๆ เราก็จะไม่อยากมีเรื่องขัดแย้งและทะเลาะกับใครให้เกิดความทุกข์เปล่า ๆ

          5.5 หมั่นนั่งสมาธิด้วยสติปัฏฐาน 4

            การเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่บ่อย ๆ จะทำให้สติของเรามั่นคง กล้าแข็ง และเป็นคนใจเย็น หากมีเหตุการณ์อะไรมากระทบจิตใจ เราก็จะสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้เร็ว ไม่ปล่อยให้สติหลุดลอยไปตามอารมณ์โทสะอันวู่วาม

            คนที่ฝึกสติไว้ดี จะมีความอดกลั้น อดทน ใจเย็น แม้ว่าจะมีใครดุด่า ดูถูกเหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไรก็ตาม ก็จะอดทนได้ ไม่โต้ตอบให้เกิดเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้ง  นอกจากไม่ตอบโต้แล้ว ยังแผ่เมตตาให้คนที่ดุด่า ว่าเรา ใส้ร้ายป้ายสี หากเราทำได้เช่นนี้ การทะเลาะเบาแว้งก็จะไม่เกิด และไม่นานเรื่องก็จะยุติลงเอง โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยหรือออกแรงอะไรเลย

            อาจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเอาชนะความโกรธได้จากเว็บไซต์ข้างล่างนี้           

sites.google.com/site/danvivekkabin/not-angry

6.สรุป

          ความโกรธ มีโทษร้ายแรงมาก ถ้าหากไม่รู้จักระงับ เพราะเป็นสภาวะที่คนเรากำลังขาดสติหรือมีสติในการควบคุมตนเองน้อยลง และเมื่อมีอาการบันดาลโทสะมาก ๆ อาจตัดสินใจกระทำการรุนแรงด้วยการทำลายชีวิตหรือทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่น หรือแม้แต่บิดามารดา สามีภรรยา บุตรหลานของตนเอง

            ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลอันเลวร้ายที่ไม่อาจคาดคิดดังกล่าว จึงควรฝึกฝนการป้องกันมิให้เกิดการบันดาลโทสะ หรือถ้าเกิดการบันดาลโทสะ ก็ให้รู้จักระงับได้ทันก่อนที่จะมีการกระทำอย่างคนที่ขาดสติ

            การฝึกฝนเพื่อป้องกันและเพื่อระงับการบันดาลโทสะ อาจทำได้ด้วย ฝึกหายใจเข้า-ออกลึก ๆ การมองปัญหาในเชิงบวก การรู้จักประนีประนอม การยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง หลีกเลี่ยงการโต้แย้งในเรื่องของความเชื่อ ฝึกการแก้ปัญหาแบบ วิน-วิน

            สำหรับธรรมะที่สามารถนำมาปรับใช้ในการเอาชนะการบันดาลโทสะ ได้แก่ การฝึกแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ การฝึกให้อภัยตนเองและผู้อื่น การฝึกความมีขันติ ความอดทน อดกลั้น การฝึกการเจริญมรณาสติ และการฝึกการเจริญมหาสติปัฏฐาน 4

          การฝึกฝนดังกล่าวเป็นประจำ จะทำให้สติของเรากล้าแข็ง เมื่อมีเหตุการณ์หรือสิ่งใดมายั่วยุให้เรามีอารมณ์โทสะ เราจะสามารถเรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วหรือทันท่วงที ไม่จมปลักอยู่กับอารมณ์อันชั่วร้าย ึ่ซึ่งจะทำให้ตัวเราปลอดภัยจากการเผลอเรอกระทำความผิดหรือความชั่ว ที่อาจจะทำให้เราหรือญาติมิตรของเราเสียใจไปตลอดชีวิต

          สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติม อ่านได้ในหัวข้อคุยกับดร.ชา ท้ายบทความนี้

คุยกับดร.ชา

          คู่สนทนาของผมในวันนี้ คือ คุณนัดชา (ชื่อสมมุมติ)

         คุณนัดชา เป็นลูกศิษย์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหงของผมคนหนึ่ง

            “สวัสดี คุณนัดชา เราไม่ได้พบกันนานมากแล้ว วันนี้ถือว่า โชคดีที่เราได้พบกันและจะได้สนทนากัน เกี่ยวกับเรื่องการมีอารมณ์ฉุนเฉียวหรือการบันดาลโทสะ ซึ่งอาจารย์คิดว่า เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรา ” ผมทักทายก่อน

            “สวัสดีค่ะ หนูคิดว่าอาจารย์คงจะลืมหนูแล้ว หนูดีใจมากที่อาจารย์เชิญหนูมาสนทนาในวันนี้ ” คุณนัดชาทักทายผมตอบ พร้อมกับต่อว่าเล็กน้อย

   “ถ้าเช่นนั้น อาจารย์ขอถามประเด็นแรกเลยนะ คุณนัดชาคิดว่า การบันดาลโทสะแล้วไม่สามารถยังยั้งชั่งใจได้ มีอันตรายมากน้อยเพียงใด ” ผมถามกว้าง ๆ

          “ หนูคิดว่า หากใครก็ตามเกิดบันดาลโทสะแล้ว ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ เขาอาจจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างไปในทางใช้ความรุนแรง ทำลายชีวิตหรือทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่น  เพราะคนที่ตกอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว อาจจะขาดสติหรือมีสติน้อยลง

            อย่างที่มักจะเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอยู่บ่อย ๆ ว่า สามีฆ่าภรรยา หรือภรรยาฆ่าสามีเพราะความหึงหวง เลยเกิดบันดาลโทสะ หรือแค่มีคนขับรถยนต์ปาดหน้า ก็ไม่พอใจ ถึงขั้นขับรถแซงไปดักหน้าแล้วจอดขวางไว้ ใช้ปืนยิงเขาตายก็มี

https://www.thairath.co.th/newspaper

          หรืออย่างกรณี นายทหารชั้นประทวนคนหนึ่งที่โคราช โกรธที่ถูกผู้บังคับบัญชาโกงเรื่องการเช่าซื้อบ้านแต่ไม่ได้บ้าน เลยเกิดบันดาลโทสะอย่างรุนแรง จึงขาดสติและได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงคนตายเป็นจำนวนมาก ดังที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อต้นปี 2563

  “ ขอถามอีกประเด็นหนึ่ง เมื่อคุณนัดชาเห็นว่า การบันดาลโทสะเป็นเรื่องอันตรายมากหากไม่สามารถยับยั้งชั่งใจ เราจะมีทางป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงอันเนื่องมาจากการบันดาลโทสะได้อย่างไร ” ผมถามเจาะลึกเข้าไปอีกนิดหนึ่ง

          “ ในเรื่องนี้ หนูคิดว่า ก็คงทำอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ในบทความข้างต้น เช่น ฝึกหายใจลึก ๆ พร้อมกับนับ 1-10 ฝึกการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หลีกเลี่ยงการสนทนาในเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมีความเชื่อของตนเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเมืองและศาสนา

            ยิ่งกว่านั้น ให้ฝึกเอาธรรมะมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันและการระงับอารมณ์บันดาลโทสะ คือ ฝึกการแผ่เมตตาให้ตนเองและผู้อื่น ฝึกการให้อภัยตนเองและผู้อื่น ฝึกเจริญ มรณาสติ และฝึกสติปัฏฐาน 4 เพื่อให้สติของเรากล้าแข็ง ใจเย็น ไม่วู่วาม ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ได้ง่าย 

ทุกวันนี้ หนูก็ฝึกตามที่อาจารย์สอน ทำให้หนูเปลี่ยนจากการเป็นคนใจร้อน กลายเป็นคนใจเย็นอย่างทุกวันนี้ไงค่ะ ” คุณนัดชาตอบด้วยความมั่นใจ

            “ดีมาก คุณนัดชา ตอบได้ชัดเจน ตรงประเด็นคำถาม วันนี้คงรบกวนเวลาเท่านี้ ขอบคุณมากที่สละเวลามาพูดคุยกับอาจารย์ ” ผมกล่าวขอบคุณพร้อมยุติการสนทนา

            “ด้วยความยินดีค่ะ ” คุณนัดชาตอบสั้น ๆ

ดร.ชา

23/11/20

Dr.Char

Mr.Chartri DireksriMr.Chartri Direksriดร.ชาตรี ดิเรกศรี (Dr.Chartri Direksri) เคยรับราชการเป็นนักปกครองในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี เมื่อปีพ.ศ.2517 ผ่านการดำรงตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อปีพ.ศ.2554 นอกจากนี้ยังเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเวลา 9 ปี

RELATED ARTICLES

หมอ พยายาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาคนติดเชื้อโรคโควิด-19

การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีโรคโควิด-19: ความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา(1)

68 / 100 Powered by Rank Math SEO การมองการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณรีโรคโควิด-19 ด้วยประสบการณ์การบริหารเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้หวัดนก ปีพ.ศ.2547  (1) อาจมองได้หลายมิติ ในตอนแรกนี้ จะขอกล่าวถึงมิติด้านความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา 1.ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด อาจมองความรุนแรงของสถานการณ์โรควิด-19 ได้เป็น 2 ระดับโลก และความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย             1.1ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระดับโลก           ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 (Covid-19) หรือโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ถือได้ว่า เป็นโรคระบาดจากคนไปสู่คนและแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากประเทศจีนไปสู่อีกหลายประเทศอย่างรวดเร็วทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อ และยอดผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกวัน จนไม่อาจจะพยากรณ์ได้ว่า จะจบลงเมื่อใดและอย่างไร                    เพราะแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งชองโลกอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่อาจยับยั้งหรือแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในขณะนี้ ตรงกันข้าม…

การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์(15) (New***) 4

การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์(15) (New***)

81 / 100 Powered by Rank Math SEO “การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์ ” นับเป็นบทความลำดับที่ 15 ของหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ ปฏิบัติธรรม เพื่อคลายทุกข์ เนื้อหาประกอบด้วย ความนำ การ ปล่อย วาง  คืออะไร ความทุกข์ใจเข้ามาทางช่องใดบ้าง การเจริญสมาธิและสติเพื่อการ ปล่อย วาง  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนายกฯ 8 ปี  สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 369 1.ความนำ           ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ ปฏิบัติธรรม…

นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด (9) 5

นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด (9)

81 / 100 Powered by Rank Math SEO นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด เป็นบทความลำดับที่ 9 ของหมวด 5 เหตุการณ์ปัจจุบันที่น่าสนใจ  มีหัวข้อดังนี้ คือ ความนำ แนวคิดเบื้องต้นในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯ คือ ใคร และมีความสำคัญอย่างไร  ทำไมต้องมีผู้รักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทนนายกฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ การรักษาราชการแทนนายกฯ คำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนนายกฯ วิเคราะห์แนวโน้มการใช้อำนาจของผู้รักษาราชการแทน นายกฯ สรุป ถาม-ตอบ สนุก กับดร.ชา 369 1.ความนำ           ในขณะนี้ข่าวสารการเมืองของประเทศไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยทั่วประเทศ คงไม่มีข่าวใดน่าสนใจเท่ากับข่าวศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับเรื่องวาระดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีของนายกฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา…

7 COMMENTS

  1. ขอบคุณอาจารย์ ที่ให้โอกาสคุณนัดชามาสนทนาในวันนี้บทสนทนาของอาจารย์ เป็นประโยชน์มากค่ะต่อผู้คนทั่วไป

  2. หนูใช้สมาธิในการลดนำ้หนักค่ะ จาก84 เหลือ58กิโลกรัม ภายในเวลา 4ปีค่ะ
    ด้วยวิธี ใช้สมาธิดูอาการหิวเป็นอย่างไร มีอาการแสบท้อง ลำไส้มีการเสียดสีกัน

    ก่อนที่จะกินอาหารจำพวกขนม น้ำหวาน ถามตัวเองว่า กินเพื่ออะไร แล้วเป็นอย่างไร
    ทำให้กินขนมหวานน้อยลง เปลี่ยนนิสัยการกินน้อยลงค่ะ เพราะเรามีวินัยในการกินค่ะ

  3. อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรคะ ข่าวเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ไลฟ์โค้ชเชิญชวนให้ซื้อเงินปลอม
    อ้างเป็นพลังจักรวาล ขอบคุณค่ะ

  4. ความโกรธทำให้เสียมากกว่าได้จริงๆ ค่ะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Share on Social Media
%d bloggers like this: