87 / 100

การปฏิรูปการเมือง การปกครอง เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ทำไมญี่ปุ่นเจริญกว่าไทยมาก นับเป็นบทความลำดับที่ 10 ของหมวด 9 เรื่องเล่า ประเทศไทย กับชาติมหาอำนาจ จะกล่าวถึง แรงบันดาลใจ การคุกคามของชาติมหาอำนาจตะวันตกต่อไทยและญี่ปุ่น การปฏิรูปการเมือง การปกครองในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 การปฏิรูปการเมือง การปกครอง ในสมัยจักรพรรดิเมจิ ผลของการปฏิรูปการเมืองการปกครองสมัยจักรพรรดิเมจิ เหตุผลที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญกว่าไทย สรุป และคุยกับดร.ชา

Table of Contents

1.แรงบันดาลใจ

          เมื่อครั้งผมได้เรียนปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือ NIDA ในช่วงปี 2518-2520 ผมประทับใจในคำสอนของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ว่า ฝรั่งได้ศึกษาข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในด้านการปฏิรูปประเทศของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับการการปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นในยุคจักรพรรดิเมจิ

            ในการศึกษาดังกล่าวพบว่า มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่สยามได้เปรียบญี่ปุ่นคือ สยามมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีทรัพยากรธรรมชาติมาก ดังนั้น สยามจึงน่าจะสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ากว่าญี่ปุ่น

            แต่ข้อเท็จจริงที่พวกเราเห็นก็คือ ญี่ปุ่นมีความเจริญก้าวหน้าเหนือกว่าไทยหลายเท่าตัว ดังจะเห็นจากดัชนีชี้วัดด้านขนาดของจีดีพี และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของธนาคารโลกประจำปีค.ศ. 2019 ข้างล่างนี้

1.1 ขนาดของจีดีพี

ญี่ปุ่นมีขนาดของจีดีพีใหญ่เป็นอันดับสามของโลก เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาและจีน กล่าวคือ

– จีดีพีของญี่ปุ่นเมื่อปีค.ศ. 2519 มีจำนวน 5,081,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • จีดีพีของไทยเมือปีเดียวกันใหญ่เป็นอันดับที่ 22 ของโลก  จำนวน 543,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หรือขนาดจีดีพีของญี่ปุ่น ใหญ่เป็น 9.35 เท่าของจีดีพีไทย

1.2 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร

   รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของธนาคารโลกเมื่อปีค.ศ.2019

  • ญี่ปุ่นมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว จำนวน   40,247 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 27 ของโลก)
  • ไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว    จำนวน  7,808   ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 82 ของโลก)

หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวของญี่ปุ่นคิดเป็น 5.15 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทย

คำถามคือ การที่สยามและญี่ปุ่นต่างได้ปฏิรูปการเมือง การปกครองประเทศเพื่อต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยมยุคใหม่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำไมผลลัทธ์จึงแตกต่างกันมาก

2.การคุกคามของชาติมหาอำนาจตะวันตกต่อไทยในจักรวรรดินิยมใหม่

          การที่ไทยและญี่ปุ่น จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการเมืองการปกครองประเทศครั้งใหญ่ อย่างที่เรียกว่า พลิกแผ่นดิน ในยุคจักรวรรดินิยมใหม่ ก็เพราะต่างถูกคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตกเหมือนกัน

            ในบทความ (6) ของหมวด 9 เรื่องเล่า ประเทศเทศไทย กับชาติมหาอำนาจ คือ บทความ กว่าจะรักษา ดินแดนไว้ได้ ผมได้เล่าถึง สถานการณ์การการคุกคามของชาติมหาอำนาจตะวันตก พอจะสรุปได้ดังนี้

            2.1 การคุกคามของชาติมหาอำนาจในยุครัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4

            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3   

             อังกฤษสามารถยึดพม่าเป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2368 เป็นผลทำให้ไทยต้องยอมเสียเมืองแสนหวี เมืองเชียงตุง และเมืองพงให้อังกฤษ ในขณะเดียวกันอังกฤษได้ขอเช่าเกาะหมาก (เกาะปีนัง) และทำสนธิสัญญาค้าขายกันตามสนธิสัญญาเบอร์นีเมื่อปีพ.ศ.2368

            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

            ฝรั่งเศสได้ยึดญวนเป็นเมืองขึ้นสำเร็จ หลังจากนั้น ได้บีบบังคับให้ไทยยอมยกเขมรส่วนนอกให้เมื่อปีพ.ศ.2406 จนในที่สุดไทยต้องยอมเสียเขมรส่วนนอกให้ฝรั่งเศสเมื่อปีพ.ศ.2410

            2.2 การคุกคามของชาติมหาอำนาจในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นเวลา 42 ปี (พ.ศ.2411-2453) ในรัชสมัยของพระองค์ถูกภัยคุกคามอย่างหนักจากชาติมหาอำนาจตะวันตกสองชาติ คืออังกฤษและฝรั่งเศส จนทำให้สยามจำเป็นต้องยอมเสียดินแดนครั้งสำคัญ จำนวน 5 ครั้ง ในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2431-2451

           ดินแดนที่สยามจำใจต้องยอมเสียไปเพื่อรักษาเอกราชของชาติ ได้แก่

  • ดินแดนสิบสองจุไทย                               เมื่อปีพ.ศ.2431
  • ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง                          เมื่อปีพ.ศ.2436
  • ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง                          เมื่อปีพ.ศ.2446
  • มณฑลบูรพา                                          เมื่อปีพ.ศ.2449
  • รัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปริศ          เมื่อปี พ.ศ.2451

3.การคุกคามของชาติมหาอำนาจตะวันตกต่อญี่ปุ่น

            ในบทความ (11) ของหมวด 6 เรื่องเล่าระบบตำรวจ และรูปแบบการปกครองของประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ บทความ ญี่ปุ่น-การปฏิรูปสมัยจักรพรรดิเมจิ ผมได้เล่าถึงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคสังคมศักดินาว่า เดิมญี่ปุ่นมีรูปแบบการปกครองเป็นการปกครองด้วยระบบโชกุน ซึ่งเป็นขุนนาง รับผิดชอบการปกครองประเทศในนามของสมเด็จพระจักรพรรดิ

            3.1การปิดประเทศ (Seclusion)

            ขุนนางตระกูลสุดท้ายที่ได้ปกครองญี่ปุ่นคือ ขุนนางตระกูลโตกูกาวะ ซึ่งได้ปกครองญี่ปุ่นต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานถึง 265 ปี ระหว่างปีค.ศ.1603-1868 ยุคนี้เรียกว่า ยุคอิโด (Edo-Tokugawa) โดยใช้นโยบายปิดประเทศ

            3.2 การเปิดประเทศ

            โชกุนได้ปกครองญี่ปุ่นด้วยนโยบายปิดประเทศ(Seclusion) มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1693 และได้ดำเนินนโยบายนี้มาเป็นเวลายาวนานร่วม 200 ปี จนกระทั่งวันที่ 8 กรกาคม ค.ศ.1853 อเมริกาได้ส่งกองเรือของกองทัพเรือจำนวน 4 ลำ นำโดยพลเรือจัตวา แมททิว เปอร์รี ( Commondore Mathew Perry) ได้เดินทางมาญี่ปุ่น เรือดังกล่าวได้บรรทุกอาวุธหนักและได้หันปากกระบอกปืนเข้าไปในเมืองเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมเปิดประเทศทำมาค้าขายกับประเทศต่าง ๆ

            คนญี่ปุ่นเรียกเรือเหล้านี้ว่า เรือดำ (kurofune / black ships)

            ในปีถัดมา คือ ปีค.ศ.1854 นายพลเรือจัตวาเปอร์รีได้กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งพร้อมด้วยกองเรือ 7 ลำ เพื่อบีบให้ญี่ปุ่นยอมทำสนธิสัญญาสถาปนาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอเมริกา และได้มีการลงนามทำสนธิสัญญากันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1858 เรียกชื่อว่า สนธิสัญญาแฮร์ริส (Harris Treaty)

            สนธิสัญญานี้ได้ทำให้ชาวต่างชาติได้รับความสะดวกมากขึ้นในการเดินทางเข้าญี่ปุ่น แต่ก็ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ

            3.3 การรื้อฟื้นอำนาจสมเด็จพระจักรพรรดิ

            การที่ญี่ปุ่นในยุคโชกุนปกครองประเทศ ได้ถูกอเมริกาบีบบังคับให้เปิดประเทศ ทำให้เหล่าซามาไรเห็นว่า การปกครองประเทศด้วยระบบโชกุนคงจะล้าสมัยแล้ว จึงต้องการถวายอำนาจคืนสมเด็จพระจักรพรรดิ ทำให้โชกุนของตระกูลโตกูกาวะชื่อ โยชิโนบุ (Yoshinobu) ต้องยอมลาออกต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1867

            เป็นอันสิ้นสุดการปกครองประเทศด้วยระบบโชกุน และหลังจากนั้นญี่ปุ่นได้เข้าสู่ยุคการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 14 พรรษา

4.การปฏิรูปการเมือง การปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

            เพื่อให้สยามสามารถรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติมหาอำนาจตะวันตก  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองประเทศครั้งใหญ่ตามแบบอย่างของชาติมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งผมได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้วในบทความ (8) ระเบียบการ บริหารราชการแผ่นดิน-ต้องปฏิรูปเพื่อความอยู่รอดของสยาม

            ระเบียบการ บริหารราชการแผ่นดิน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิรูปขึ้นใหม่ตามแบบอย่างชาติมหาอำนาจตะวันตก ด้วยการยกเลิกการปกครองแบบเดิม คือ การปกครองแบบจตุสดมภ์ แล้วตั้งเป็นกระทรวงขึ้นใหม่ จำนวน 10 กระทรวง ยกเลิกการปกหัวเมืองแบบเดิมแล้วจัดตั้งเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว

             ดังนั้น จึงทำให้การปกครองประเทศเกิดความเป็นเอกภาพเพราะเป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางขึ้นตรงต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการแบ่งและมอบอำนาจผ่านไปสมุหเทศาภิบาลที่ไว้วางพระราชหฤทัยให้ไปปกครองต่างพระเนตรพระกรรณ อันเป็นผลทำให้สยามประเทศมีความเข้มแข็งกว่าเดิมเป็นอันมาก

5. การปฏิรูปการเมือง การปกครองญี่ปุ่นสมัยจักรพรรดิเมจิ

          หลังจากบรรดาซามูไรเห็นว่า เพื่อให้ญี่ปุ่นมีเอกภาพและความเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตก จึงเห็นสมควรถวายพระราชอำนาจคืนสมเด็จพระจักรพรรดิ และโชกุนที่ปกครองญี่ปุ่นได้ยอมลาออกต่อสมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1867 เป็นเหตุทำให้การปกครองในระบบโชกุนที่มีอยู่เดิมสิ้นสุดลง และได้เข้าสู่ยุคการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ รายละเอียดเรื่องนี้ ผมได้กล่าวไว้แล้วในบทความ(11) รูปแบบการปกครอง-การปฏิรูปสมัยจักรพรรดิเมจิ

ผลของการปฏิรูปการเมือง การปกครอง ทำให้ญี่ปุ่นย้ายเมืองหลวงจากเกียวโต ไปโตเกียว เมื่อปีค.ศ.1868 (Wikipedia,Meiji Restoration, 11st January 2021)
ผลของการปฏิรูปการเมือง การปกครอง ทำให้ญี่ปุ่นย้ายเมืองหลวงจากเกียวโต ไปโตเกียว เมื่อปีค.ศ.1868 (Wikipedia,Meiji Restoration, 11st January 2021)

            5.1 ความสำคัญของการปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นสมัยจักรพรรดิเมจิ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1867 เจ้าชายหนุ่มอายุ 14 พรรษา คือเจ้าชายมุตซูฮิโต (Mutsuhito) ได้ขึ้นเสด็จเสวยราชย์สืบต่อพระราชบิดา คือ สมเด็จพระจักรพรรดิ โคเม (Komei) นับเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิลำดับที่ 122

          สมเด็จพระจักรพรรดิให้เรียกยุคสมัยของพระองค์ว่า ยุคสมัยเมจิ แปลว่า การปกครองที่สว่างไสว (Meiji/Enlightened Rule) มีระยะเวลา 44 ปี (1868-1912/พ.ศ.2411-2455)

          ความสำคัญของการปฏิรูปสมัยจักรพรรดิเมจิ คือ ญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดจากสังคมฟิวดัลที่แยกตัวโดดเดี่ยว ไปสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่ (isolated feudal society to modern form) โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างสังคม การเมืองภายในประเทศ ระบบเศรษฐกิจ การทหาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

            การปฏิรูปประเทศสมัยจักรพรรดิเมจิเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งของโลกนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ตราบเท่าทุกวันนี้

5.2.การปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นสมัยจักพรรดิเมจิ

                   5.2.1 ประกาศพระบรมราชโองการ 5 ประการ

                   สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ทรงประกาศพระบรมราชโองการ 5 ประการ เมื่อปี ค.ศ.1868 (Five Charter Oath in 1868) คือ

                                    1.) การจัดตั้งสภา (assemblies)

                             2.) การให้ทุกชนชั้นเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมของรัฐ (carrying out state affairs)

                             3.)การยกเลิกกฎหมายควบคุมการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย (sumptuary laws) และข้อจำกัดของชนชั้นในการจ้างแรงงาน เพื่อลดความแตกต่างระหว่างชนชั้น

                             4.) การยกเลิกกฎหมายเก็บภาษีที่ชั่วร้าย (evil customs) และให้ใช้กฎหมายที่ยุติธรรมแทน

                             5.) แสวงหาความรู้จากนานาชาติเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่รากฐานการปกครองระบอบจักรพรรดิ (imperial rule)

          5.2 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญสมัยเมจิเมื่อปีค.ศ.1889(Constitution of the Empire of Japan/Meiji Constitution)

โดยศึกษาแบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของประเทศตะวันตก เช่น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน และอเมริกา

            รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้บังคับเป็นเวลายาวนานจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ค.ศ.1947

6.ผลของการปฏิรูปยุคจักรพรรดิเมจิ

          ด้วยผลของการปฏิรูปยุคจักรพรรดิเมจิ ระยเวลา 44 ปี ช่วงปีค.ศ.1868-1912 ทำให้ประเทศญี่ปุ่นได้เจริญก้าวหน้าเป็นประเทศสมัยใหม่ทัดเทียมอารยประเทศในยุโรปและอเมริกาในหลาย ๆ ด้านพอจะสรุปได้ดังนี้

ทัศนียภาพกรุงโตเเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ศูนย์กลาง การเมือง การปกครอง ของประเทศ (Wikipedia, Tokyo, 11st January 2021)
ทัศนียภาพกรุงโตเเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ศูนย์กลาง การเมือง การปกครอง ของประเทศ (Wikipedia, Tokyo, 11st January 2021)

            6.1ด้านการเมืองการปกครอง

            ได้รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คือองค์พระจักรพรรดิ มีการปกครองส่วนภูมิภาคโดยสมเด็จพระจักรพรรดิได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี    มีการจัดตั้งสภาแห่งจักรพรรดิขึ้นมา 2 สภา  สภาหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และอีกสภาหนึ่งมาจากการแต่งตั้งจากสมเด็จพระจักรพรรดิ 

            มีการจัดตั้งสภาสงครามสูงสุด (Supreme War Council) เพื่อให้อำนาจรัฐเข้มแข็ง                                                                                                        

ในส่วนภูมิภาค สมเด็จพระจักรพรรดิได้แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไปปกครองจังหวัดต่างพระเนตรพระกรรณ เมื่อปีค.ศ.1871

            นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น

            6.2 ด้านเศรษฐกิจ

          เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในสมัยจักรพรรดิเมจเมื่อปี ค.ศ.1870 โดยจักรพรรดิเมจิตัดสินใจจะเดินตามชาติตะวันตก มีการส่งนักเรียนจำนวนหลายพันคนไปเรียนต่อที่อเมริกาและยุโรป และจ้างชาวตะวันตกกว่า 3,000 คน มาสอนศาสตร์สมัยใหม่ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ จึงทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมประเทศแรกในเอเชีย โดยได้มีการจัดงานแสดงอุตสาหกรรมโตเกียวเมื่อปี 1907 (1907 Tokyo Industrial Exhibition)

            6.3 ด้านการทหาร

            มุ่งสร้างการทหารให้ทันสมัย ด้วยการศึกษาระบบการทหารของต่างประเทศ มีที่ปรึกษาต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศส ส่งนักเรียนนายร้อยไปศึกษาการทหารและกองทัพเรือที่ยุโรปและอเมริกา

            6.4 ด้านสังคม

            ชนชั้นนำญี่ปุ่นในยุครัฐบาลจักรพรรดิเมจิ ยอมรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาเป็นของตน ทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศศิวิไลซ์แบบตะวันตก (Civilized countries of the West) และทำให้มีความเจริญเหนือประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีหลายช่วงตัว

            6.5 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            การที่ญี่ปุ่นรบชนะจีนในสงคราม จีน-ญี่ปุ่น เมื่อปีค.ศ.1894-1895 และรบชนะรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น เมื่อปีค.ศ.1904-1905 ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศมหาอำนาจขึ้นมา

(Wikipedia, Meiji Restoration, 4th September 2020)

7.เหตุผลที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญกว่าไทยหลายเท่าตัว

          แม้ญี่ปุ่นและสยามจะได้มีการปฏิรูปการเมือง การปกครองประเทศเพื่อต่อสู้กับภัยของมหาอำนาจจักรวรรดินิยมยุคใหม่ พร้อม ๆ กัน แต่ก็มีสาเหตุและปัจจัยแวดล้อมบางอย่างแตกต่างกัน จึงทำให้ผลลัทธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งพอจะวิเคราะห์ในเบื้องต้นได้ดังนี้

            7.1 ปัจจัยที่คล้ายคลึงกัน

                        7.1.1 ระยะเวลาครองราชย์สมบัติ

                        พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นเวลา 42 ปี ระหว่างปีพ.ศ.2411-2453 หรือค.ศ.1868-1910

                   ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ได้เสด็จเสวยราชสมบัติเมื่อปีค.ศ.1868-1912 รวมระยะเวลาเสวยราชสมบัติ 44 ปี มากกว่าระยะเวลาเสวยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ปี

                        7.1.2 แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองการปกครองประเทศ

                        ทรงมีแนวคิดอย่างเดียวกัน คือ ต้องการปฏิรูปประเทศให้เป็นประเทศสมัยใหม่แบบตะวันตกในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรวมอำนาจเข้าสู้ศูนย์กลาง ตั้งกระทรวงแบบตะวันตก มีการแบ่งและมอบอำนาจไปยังการปกครองส่วนภูมิภาคผ่านทางสายงานของกระทรวงมหาดไทย

            7.2 ปัจจัยที่แตกต่างกัน

                        แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้เสด็จเสวยราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ.2411 หรือค.ศ.1868 แต่พระราชอำนาจยังไม่ได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์โดยตรง เพราะยังทรงเป็น ยุวกษัตริย์ อำนาจในการปกครองแผ่นดินจริง ๆ ยังอยู่ในมือของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่ได้ดำรงตำแหน่งในช่วงปีพ.ศ.2411-2416

                   อย่างไรก็ตาม แม้ภายหลังสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์จะได้พ้นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่ดินไปแล้ว แต่ก็ยังกุมอำนาจที่แท้จริงต่อไป เพราะบรรดาขุนนางต่าง ๆ แม้แต่ วังหน้า ล้วนเป็นคนของท่านทั้งนั้น

                        จนกระทั่งปีพ.ศ.2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้า ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินดิน ได้แต่งตั้งไว้ได้สวรรคตเมื่อปีพ.ศ.2428 พระราชอำนาจจึงได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์โดยสมบูรณ์

                        หลังจากนั้น พระองค์จึงทรงใช้พระราชอำนาจในการปฏิรูปการเมืองการปกครองประเทศได้อย่างเต็มที่จนกระทั่งปีพ.ศ.2453 รวมระยะเวลาที่ทรงมีพระราชอำนาจอย่างแท้จริง  25 ปี

            ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ทันทีที่ได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ก็ทรงมีพระราชอำนาจเต็มไปจนเสด็จสวรรคต รวมระยะเวลา 44 ปี แม้ช่วงเริ่มต้นอาจจะยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะบรรดาซามูไรพร้อมใจกันถวายพระราชอำนาจคืนสมเด็จพระจักรพรรดิอยู่แล้ว

            7.3 ผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกัน

                        ภายในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือ 42-44 ปี พระมหากษัตริย์สยามและสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ทรงสามารถปฏิรูปประเทศได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

                    7.3.1 ด้านการเมืองการปกครอง

                        ญี่ปุ่นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับเมจิ เมื่อปีค.ศ.1889 หรือพ.ศ.2432 ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญของไทย 43 ปี และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้เป็นเวลายาวนานจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ค.ศ.1947

                  7.3.2 ด้านเศรษฐกิจ

                         ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ตามแบบตะวันตก จนสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมประเทศแรกของเอเชียเมื่อปีค.ศ.1870

                   ในขณะที่่ไทยเพิ่งมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ฉบับแรกเมื่อปีพ.ศ.2504 ในยุคจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ แม้จนทุกวันนี้ ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว นับเป็นระยะเวลาที่ล้าหลังกว่าญี่ปุ่นมากทีเดียว

                        7.3.3 ด้านการทหาร

                        การที่ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเป็นประเทศอุตสาหกรรมในยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ จนสามารถตามทันชาติตะวันตก จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถสร้างกองทัพสมัยใหม่ขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภายใต้คำขวัญ “ประเทศมั่งคั่ง ทหารเข้มแข็ง”

                        7.4.4 ด้านการศึกษา

                    (ข้อมูล หนังสือ ไทย-จีน-ญี่ปุ่น ในยุคจักรวรรดินิยมใหม่ โดยรองศาสตราจารย์ วุฒิชัย มูลศิลป์,2551, หน้า 208-211)

                        ด้านการศึกษา นับว่า เป็นด้านสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเจริญก้าวหน้าเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ ได้มากน้อยเพียงใด เพราะการศึกษาคือการสร้างคนให้มีคุณภาพและมีคุณธรรมให้แก่ประเทศชาติและสังคม

                   ภายใต้ประกาศพระบรมราชโองการข้อที่ห้า ” แสวงหาความรู้จากนานาชาติเพื่อสร้างความเขมแข็งให้แก่รากฐานการปกครองระบอบจักรพรรดิ” ในยุคสมัยจักรพรรดิเมจิ ญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปการศึกษาให้เป็นระบบและเจริญก้าวหน้าทัดเทียมชาติตะวันตก ดังจะเห็นได้จากญี่ปุ่นตั้งกระทรวงศึกษาธิการก่อนไทย 21 ปี ญี่ปุ่นมีการศึกษาภาคบังคับก่อนไทย 49 ปี สามารถขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 6 ปี และประสบความสำเร็จในการเกณฑ์เด็กชายหญิงเข้าเรียนได้ 5.32 ล้านคน จากจำนวนทั้งหมด 6.53 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 81.32 เมื่อปีค.ศ.1900

                   นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังสามารถทำให้การศึกษาเป็นระบบและจัดได้ทุกระดับชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย  โดยญี่ปุ่นสามารถตั้งมหาวิทยาลัยก่อนไทยถึง 39 ปี อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยของเอกชน และองค์กรทางศาสนา

                   ยิ่งกว่านั้น ญี่ปุ่นยังส่งคนไปเรียนต่างประเทศเป็นจำนวนที่สูงกว่าไทยมาก และได้จ้างครูอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสอนเป็นจำนวนมากกว่าไทยมากเช่นกัน

                   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนญี่ปุ่นมีความสามารถในการรับการถ่ายทอดคามรู้จากต่างชาติ แล้วพยายามเรียนรู้เทคนิควิธีการจนสามารถดำเนินการได้เอง  และพร้อมที่จะรับความคิดที่หลากหลาย

                   ด้วยการที่ญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปการศึกษาให้เจริญทัดเทียมชาติตะวันตก ทำให้ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยต้องส่งคนไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น

8.สรุป

          บทความ “การปฏิรูปการเมือง การปกครองเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ทำไมญี่ปุ่นจึงเจริญกว่าไทยมาก ” ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งไทยกับญี่ปุ่นเคยเป็นคู่แข่งที่สูสีกัน โดยไทยมีข้อได้เปรียบตรงที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า น่าจะจบลงด้วยการที่ไทยมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าญี่ปุ่น 

           แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะญี่ปุ่นมีความเจริญก้าวหน้ากว่าไทยหลายเท่าและหลายช่วงตัว ดังจะเห็นได้จากดัชนีชี้วัด คือ ขนาดของจีดีพี ปี 2019 ญี่ปุ่นมีขนาดจีดีพีโตเป็น  9.35  เท่าของไทย และรายได้เฉลี่ยต่อหัวในปีเดียวกัน คนญี่ปุ่นมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเป็น 5.15  เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทย

            เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยต้องล้าหลังกว่าญี่ปุ่นหลายเท่าและหลายช่วงตัว คำตอบหลักน่าจะอยู่ที่การปฏิรูปการศึกษา เพราะในสมัยจักรพรรดิเมจิ ญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปการศึกษาให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศมหาอำนาจตะวันตกได้แล้วทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ  ในขณะที่คุณภาพการศึกษาไทยแม้ในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับระดับโลกแล้ว ยังน่าเป็นห่วงมาก

            สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติม กรุณาติดตามได้ในหัวข้อคุยกับดร.ชา ท้ายบทความนี้

คุยกับดร.ชา

          คู่สนทนาของผมในวันนี้ คงไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับ ดร.กิ่งฉัตร (ชื่อสมมุติ) เพื่อนของผมเมื่อครั้งเรียนปริญญาเอกด้วยกัน

ดร.กิ่งฉัตร คู่สนทนาในบทความนี้
ดร.กิ่งฉัตรคู่สนทนาในบทความนี้

            “สวัสดีครับ อาจารย์ ดร.กิ่งฉัตร เราไม่ได้คุยกันนานแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะไม่อยากรบกวนอาจารย์ เพราะเห็นยุ่งแต่กับการสอนนักศึกษาทางออนไลน์อันสืบเนื่องมาจากปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด

            วันนี้ ผมอยากจะเชิญอาจารย์สนทนาในเรื่อง ญี่ปุ่น กับ ไทย ว่าแม้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง พร้อม ๆ กัน แต่เหตุไฉน ญี่ปุ่นจึงมีความเจริญเหนือกว่าไทยหลายเท่าตัว ” ผมเกริ่นนำเล็กน้อย

            “สวัสดีค่ะ ดร.ชา ยินดีที่จะได้คุยแลกเปลี่ยนกันอีกครั้งหนึ่ง ขอเชิญกำหนดประเด็นได้เลย ” ดร.กิ่งฉัตรแสดงความพร้อม

            “สำหรับสนทนาในวันนี้ ผมขอกำหนดสัก 2-3 ประเด็น คือ

          ประเด็นแรก การที่ญี่ปุ่นเจริญกว่าไทยหลายเท่าและหลายช่วงตัว แม้ครั้งหนึ่งไทยกับญี่ปุ่นเคยเป็นคู่แข่งกันว่า น่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง

          ประเด็นที่สอง การศึกษาของญี่ปุ่นมีบทบทสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นให้เจริญรุดหน้าได้อย่างรวดเร็วอย่างไร

          ประเด็นสุดท้าย ขอทราบความเห็นในเรื่องประเทศญี่ปุ่นในภาพรวม ” ผมกำหนดประเด็นกว้าง ๆ

          “ดิฉันขอแสดงความเห็นในประเด็นแรกก่อน

          การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้าได้มากน้อยเพียงใด อาจจะต้องมองดูหลายปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง เพราะถ้าบริบทหรือปัจจัยแวดล้อมต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะต่างกันเหมือนอย่างคำกล่าวที่ว่า

          คิวซี เกิดขึ้นที่อเมริกา โตที่ญี่ปุ่น แต่มาตายที่เมืองไทย หรือ

          เซเวน-อีเลฟเวน เกิดที่อเมริกา โตที่ญี่ปุ่น และเมืองไทย ” ดร.กิ่งฉัตรตอบแบบสงวนท่าที

          “ผมรู้สึก อาจารย์ตอบแบบระมัดระวังมากนะ ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ ขอเชิญแสดงความเห็นในประเด็นที่สองเลย” ผมเร่งรัดให้แสดงความเห็นต่อ

            “ในประเด็นที่สอง ดิฉันเห็นด้วยกับดร.ชาในแง่ที่ว่า การทีญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปการศึกษาได้ขนาดนั้นในยุคของสมเด็จพระจักรพรรดเมจิ ญี่ปุ่นเขาย่อมเจริญกว่าไทยหลายเท่าตัวแน่นอน เพราะการศึกษาคือการสร้างคนให้กับชาติ

            การญี่ปุ่นต้องการจะสู้เอาชนะตะวันตกด้วยการยอมรับความรู้ของตะวันตกมาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศของตน ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ถูกทาง เพราะถ้ามัวแต่คิดเอาเองก็อาจจะไม่ทันการ

            และเมื่อเรียนรู้ตามแบบตะวันตกได้แล้ว ญี่ปุ่นก็ไม่หยุดนิ่ง มีการต่อยอดให้เป็นของตนเอง จนสามารถเจริญได้ไม่แพ้บรรดามหาอำนาจตะวันตก ” ดร.กิ่งฉัตร ตอบยอมรับความจริง

            “ อาจารย์มองการศึกษาของไทยอย่างไร” ผมลองแหย่ดร.กิ่งฉัตรให้แสดงความเห็นในวงการของตนดูบ้าง

            “อ๋อ เรื่องนี้ ดิฉันเองก็อยู่ในวงการนี้ ถ้าจะแสดความเห็นแรง ๆ ก็คงจะไม่เหมาะ แต่ขอแสดงความเห็นสั้น ๆ ว่า การบริหารการศึกษาของไทย ดูช่างสับสน ทิศทางไม่ชัดเจน มีปัญหาในเรื่องเอกภาพ มีปัญหาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ” ดร.กิ่งฉัตรตอบแบบปลอดภัยไว้ก่อน

          “เอาหละ ผมเข้าใจ เพราะอาจารย์ยังเป็นคนในวงการอยู่ ก็คงไม่อยากวิจารณ์วงการของตนเองให้คนนอกฟังมาก ถ้าเช่นนั้น ขอประเด็นสุดท้ายเลย ” ผมรวบรัดการสนทนา

ดร.กิ่งฉัตร กับเพื่อนอาจารย์ไปเที่ยวญี่ปุน ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิอันสวยงามด้วย
ดร.กิ่งฉัตร กับเพื่อนอาจารย์ไปเที่ยวญี่ปุน ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิอันสวยงามด้วย

            “ในประเด็นสุดท้าย ดิฉันเห็นว่า การที่ญี่ปุ่นมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าไทย นอกจากเหตุผลด้านการศึกษาแล้ว ยังมีเรื่องอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นที่เป็นคนมีระเบียบวินัยสูงมาก คนญี่ปุ่นเป็นคนที่รักชาติหรือชาตินิยม และการที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญปัญหาภัยธรรมชาติอยู่เสมอ ทำให้คนญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมและตื่นตัวอยู่เสมอ” ดร.กิ่งฉัตรสรุปได้อย่างน่าฟัง

ดร.กิ่งฉัตรและเพื่อนอาจารย์ไปทัศนศึกษาประเทศญ่ปุ่น
ดร.กิ่งฉัตรและเพื่อนอาจารย์ไปทัศนศึกษาประเทศญ่ปุ่น

          “ ผมคิดว่า อาจารย์ตอบประเด็นสุดท้ายได้ดีมาก หากคนไทยได้อุปนิสัยทีดีงามของคนญี่ปุ่นมาสักครึ่งก็ยังดีนะ

            วันนี้ต้องของขอบคุณอาจารย์ มีโอกาสค่อยรบกวนใหม่ ” ผมกล่าวปิดท้าย

            “ด้วยความยินดีค่ะ ดร.ชา”

                        ดร.ชา

                      11/01/21

Dr.Char

Mr.Chartri DireksriMr.Chartri Direksriดร.ชาตรี ดิเรกศรี (Dr.Chartri Direksri) เคยรับราชการเป็นนักปกครองในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี เมื่อปีพ.ศ.2517 ผ่านการดำรงตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อปีพ.ศ.2554 นอกจากนี้ยังเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเวลา 9 ปี

RELATED ARTICLES

หมอ พยายาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาคนติดเชื้อโรคโควิด-19

การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีโรคโควิด-19: ความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา(1)

68 / 100 Powered by Rank Math SEO การมองการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณรีโรคโควิด-19 ด้วยประสบการณ์การบริหารเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้หวัดนก ปีพ.ศ.2547  (1) อาจมองได้หลายมิติ ในตอนแรกนี้ จะขอกล่าวถึงมิติด้านความรุนแรงของสถานการณ์ และแนวคิดในการแก้ปัญหา 1.ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด อาจมองความรุนแรงของสถานการณ์โรควิด-19 ได้เป็น 2 ระดับโลก และความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย             1.1ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระดับโลก           ความรุนแรงของสถานการณ์โรคโควิด-19 (Covid-19) หรือโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ถือได้ว่า เป็นโรคระบาดจากคนไปสู่คนและแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากประเทศจีนไปสู่อีกหลายประเทศอย่างรวดเร็วทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อ และยอดผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกวัน จนไม่อาจจะพยากรณ์ได้ว่า จะจบลงเมื่อใดและอย่างไร                    เพราะแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งชองโลกอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่อาจยับยั้งหรือแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในขณะนี้ ตรงกันข้าม…

การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์(15) (New***) 4

การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์(15) (New***)

81 / 100 Powered by Rank Math SEO “การ ปล่อย วาง จะนำมาซึ่งการคลายทุกข์ ” นับเป็นบทความลำดับที่ 15 ของหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ ปฏิบัติธรรม เพื่อคลายทุกข์ เนื้อหาประกอบด้วย ความนำ การ ปล่อย วาง  คืออะไร ความทุกข์ใจเข้ามาทางช่องใดบ้าง การเจริญสมาธิและสติเพื่อการ ปล่อย วาง  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนายกฯ 8 ปี  สรุป ถาม-ตอบสนุก กับดร.ชา 369 1.ความนำ           ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความหมวด 7 เรื่องเล่า ประสบการณ์ ปฏิบัติธรรม…

นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด (9) 5

นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด (9)

81 / 100 Powered by Rank Math SEO นายกรัฐมนตรี มีผู้รักษาราชการแทน เพื่อประโยชน์อันใด เป็นบทความลำดับที่ 9 ของหมวด 5 เหตุการณ์ปัจจุบันที่น่าสนใจ  มีหัวข้อดังนี้ คือ ความนำ แนวคิดเบื้องต้นในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯ คือ ใคร และมีความสำคัญอย่างไร  ทำไมต้องมีผู้รักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทนนายกฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ การรักษาราชการแทนนายกฯ คำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนนายกฯ วิเคราะห์แนวโน้มการใช้อำนาจของผู้รักษาราชการแทน นายกฯ สรุป ถาม-ตอบ สนุก กับดร.ชา 369 1.ความนำ           ในขณะนี้ข่าวสารการเมืองของประเทศไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยทั่วประเทศ คงไม่มีข่าวใดน่าสนใจเท่ากับข่าวศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับเรื่องวาระดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีของนายกฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา…

7 COMMENTS

  1. ทำไมญี่ปุ่นจึงเจริญกว่าไทย เพราะประชาชนมีวินัยในตนเองมากกว่าไทย สนับสนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศตนเอง

  2. คงเพราะความเป็นชาตินิยมเขาด้วนน้อค่ะอาจารย?

  3. อาจารย์คะ จีนขึ้นมาแซงญี่ปุ่นในทุกด้านได้อย่างไรคะ จีนมีการปกครองระบบคอมมิวนิสต์แต่ยังมีคนรวยกลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ มีแต่คนอายุยังน้อยค่ะ

    1. จีนไม่ได้เจริญก้าวหน้าแซงญี่ปุ่นทุกด้าน เพียงแต่จีนมีประชากรมากกว่าญี่ปุ่นหลายเท่า จีดีพีจึงมากกว่าญี่ปุ่น แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัว ญี่ปุ่นสูงหว่าจีนมาก
      ประกอบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งตัว ทำให้สินค้าญี่ปุ่นแพงกว่าสินค้าจีนมาก สินค้าญี่ปุ่นเลยขายได้ยากกว่า

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Share on Social Media
%d bloggers like this: